Menu

บทประจำพิธีมิสซา

ก่อ: ราชินีสวรรค์ จงยินดีเถิด อัลเลลูยา
รับ: เพราะพระบุตรที่พระแม่ให้กำเนิดนั้น อัลเลลูยา

ก่อ: ทรงกลับคืนพระชนมชีพดังตรัสไว้ อัลเลลูยา
รับ: โปรดวอนขอพระเจ้าเพื่อลูกเถิด อัลเลลูยา

ก่อ: จงชื่นชมยินดีเถิด มารีย์พรหมจารี อัลเลลูยา
รับ: เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วอย่างแท้จริง อัลเลลูยา

ให้เราภาวนา

ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงบันดาลให้โลกยินดี อาศัยการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสตเจ้า พระบุตรของพระองค์ อาศัยพระนางมารีย์พรหมจารี พระมารดาของพระบุตร ขอทรงพระกรุณาโปรดให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้รับความสุขแห่งชีวิตนิรันดร เดชะพระบารมีพระคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย (รับ) อาแมน

ก่อ: ทูตสวรรค์แจ้งข่าวแด่พระนางมารีย์
รับและพระนางทรงครรภ์เดชะพระจิตเจ้า วันทามารีย์ ฯลฯ

ก่อ: ข้าพเจ้าคือผู้รับใช้ของพระเจ้า
รับจงเป็นไปแก่ข้าพเจ้าตามวาทะของท่าน วันทามารีย์ ฯลฯ

ก่อ: พระวจนาตถ์ทรงรับสภาพมนุษย์
รับและเสด็จมาประทับอยู่ท่ามกลางข้าพเจ้าทั้งหลาย วันทามารีย์ ฯลฯ

ก่อ: โปรดภาวนาเพื่อลูกด้วยเถิด พระชนนีเจ้าข้า
รับลูกจะได้เหมาะสมที่จะรับตามพระสัญญาของพระคริสตเจ้า

ให้เราภาวนา

ข้าแต่พระเจ้า ทูตสวรรค์มาแจ้งข่าวให้ทราบแล้วว่าพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระองค์ทรงรับสภาพมนุษย์ ขอพระองค์ทรงพระกรุณาประทานพระหรรษทานลงในจิตใจข้าพเจ้าทั้งหลาย ให้พึ่งพระทรมานและกางเขนของพระคริสตเจ้า เพื่อจะได้กลับคืนชีพอย่างรุ่งโรจน์ เดชะพระคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย (รับ) อาแมน

ข้าแต่พระชนนีพระเจ้า ลูกทั้งหลายหลบภัยมาพึ่งพระแม่ โปรดอย่าเมินเฉยต่อคำวอนขอในยามทุกข์ร้อนของลูก แต่โปรดช่วยลูก ให้พ้นภัยทั้งสิ้นเสมอเถิด พระมารดาพรหมจารีผู้ทรงได้รับพระพร

บทก่อนอาหาร

ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานพรแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย และแก่อาหารที่จะรับประทานนี้ เพื่อจะได้ดำเนินชีวิตรับใช้พระองค์และเพื่อนมนุษย์ อาแมน

บทหลังอาหาร

ขอขอบพระคุณ พระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ สำหรับของประทานนานาประการที่ได้รับจากพระองค์ ผู้ทรงจำเริญ และครองราชย์ตลอดนิรันดร อาแมน

ทูตสวรรค์ของพระเจ้า พระองค์ทรงพระกรุณามอบข้าพเจ้าไว้ในความอารักขาของท่าน โปรดส่องสว่าง พิทักษ์รักษา คุ้มครองและนำทางชีวิต ข้าพเจ้าในวันนี้(คืนนี้) ด้วยเทอญ อาแมน

เยซูมารีย์ โยเซฟ
ข้าพเจ้าขอถวายดวงใจ สติปัญญาและชีวิตแด่ท่าน

เยซูมารีย์ โยเซฟ
โปรดทรงช่วยข้าพเจ้าเมื่อใกล้จะตาย

เยซู มารีย์ โยเซฟ
โปรดทรงช่วยข้าพเจ้าให้สิ้นใจอย่างราบรื่นในศีลในพรของท่านด้วยเทอญ

ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าเป็นทุกข์เสียใจที่ได้ทำบาป เพราะบาปเรียกร้องการลงโทษ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บาปทำเคืองพระทัยพระองค์ ผู้ทรงความดีและทรงสมควรได้รับความรักจากมนุษย์ทั้งมวล เดชะพระหรรษทานช่วย ข้าพเจ้าตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทำบาปอีกเลย จะหลีกหนีโอกาสบาป และจะพยายามใช้โทษบาป โปรดทรงพระกรุณาอภัยบาปแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด อาแมน

ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้ารักพระองค์สุดดวงใจยิ่งกว่าสิ่งทั้งปวง เพราะพระองค์ทรงเป็นความดีงามหาที่สุดมิได้ และทรงสมควรได้รับความรักจากมนุษย์ทั้งมวล และเพราะรักพระองค์ ข้าพเจ้าจึงรักผู้อื่น เหมือนรักตนเอง และพร้อมจะให้อภัยผู้อื่นเสมอ โปรดทรงเพิ่มพูนความรักของข้าพเจ้าด้วยเถิด อาแมน

ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าหวังอย่างแน่วแน่ว่า เดชะพระบารมีของพระเยซู คริสตเจ้า พระองค์จะประทานพระหรรษทานแก่ข้าพเจ้าในโลกนี้ และสันติสุขนิรันดรในโลกหน้า ทั้งนี้เพราะพระองค์ทรงรักษาพระสัญญาที่ทรงให้ไว้เสมอ อาแมน

ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าเชื่อมั่นในความจริงทุกข้อ ที่พระองค์ทรงเปิดเผย และที่พระศาสนจักรสั่งสอน โปรดทรงเพิ่มพูนความเชื่อของข้าพเจ้าด้วยเถิด อาแมน

บทภาวนาวอนขอนักบุญ

ข้าแต่พระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ลูกขอถวายตัวแด่พระองค์ ขอถวายร่างกาย วิญญาณ และทุกสิ่งที่ลูกทำ ลูกคิด ลูกพูด แด่พระองค์ ลูกปรารถนาที่จะมอบชีวิตทั้งหมดของลูก ให้เป็นเสมือนเครื่องบูชาแด่พระองค์

เพื่อขอให้มนุษย์ทุกคนได้หันมารู้จัก และรักพระองค์มากขึ้น ลูกขอถวายครอบครัวของลูกแด่พระองค์ โปรดช่วยให้ลูกเชื่อฟัง และรักพระองค์เสมอ โปรดรักษาลูก ให้พ้นจากอันตรายทั้งวิญญาณและกาย
โปรดประทานพระพรแก่ลูก ให้มีสันติสุขและความรักในชีวิต ลูกหวังว่าจะได้รับการอภัยบาป โดยอาศัยพระเมตตาของพระองค์ และได้รับพระหรรษทานที่จำเป็น เพื่อความรอดของวิญญาณ

โดยอาศัยศีลมหาสนิทและคำภาวนา โปรดรักษาลูกให้อยู่ใกล้ชิดกับพระหฤทัยของพระองค์เสมอไป พระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระเยซูเจ้า ลูกเชื่อในความรักที่ทรงมีต่อลูก โปรดช่วยลูกให้รักพระองค์มากยิ่งขึ้นด้วยเทอญ

นักบุญยูดา อัครสาวกผู้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง เพื่อนและผู้รับใช้ของพระเยซูเจ้า พระศาสนจักรได้ยกย่องท่านให้เป็นองค์บรรเทาทุกข์ผู้สิ้นหวัง

โปรดภาวนาเพื่อข้าพเจ้าผู้มีความทุกข์ โปรดให้ข้าพเจ้าได้สัมผัสถึงความช่วยเหลือของท่านในเวลาที่เหมาะสม แม้ว่าจะเป็นความทุกข์ที่แสนสาหัส จนแทบจะหมดความหวังก็ตาม

ข้าพเจ้าวอนขอความบรรเทา และพระพรสำหรับการฟันฝ่าความยากลำบาก และความทุกข์ทั้งหลายของข้าพเจ้าเพื่อข้าพเจ้าจะได้สรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า พร้อมกับท่านและบรรดาผู้รับเลือกสรรเสมอไป

ข้าพเจ้าสัญญาว่วา จะระลึกถึงความช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่นี้ จะให้เกียรติท่าน ผู้เป็นองค์อุปถัมภ์พิเศษ และจะนำพาผู้อื่นให้มีความศรัทธาในตัวท่านด้วย อาแมน

(ด้วยความเห็นชอบของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ)

ข้าแต่พระเป็นเจ้า พระเยซูคริสตเจ้า สมควรยิ่งนักที่ลูกจะกราบนมัสการพระองค์ พระผู้ไถ่ซึ่งถวายชีวิตบนไม้กางเขน เพื่อช่วยลูกทั้งหลายให้รอดพ้นจากบาปและความตาย

โอ้พระเยซูเจ้าแห่งนาซาแรธ ที่ต้องถูกตรึงบนไม้กางเขน โปรดรักษาความคิด สมาธิในการทำงานให้ลูกมีความเชื่อตามพระหรรษทานด้วยเทอญ

โอ้พระเยซูเจ้าแห่งนาซาแรธ ที่ต้องถูกตรึงบนไม้กางเขน โปรดช่วยป้องกันลูกให้พ้นจากความชั่วร้าย การผจญล่อลวงของเหล่าปิศาจ และคนชั่วร้ายด้วยเทอญ

โอ้พระเยซูเจ้าแห่งนาซาแรธ ที่ต้องถูกตรึงบนไม้กางเขน โปรดปกป้องลูกให้พ้นความทุกข์อุกฉกรรจ์ต่าง ๆ ให้ลูกสามารถนำเพื่อนพ้องได้พ้นความชั่วทั้งมวลด้วยเทอญ

โอ้พระเยซูเจ้าแห่งนาซาแรธ ที่ต้องถูกตรึงบนไม้กางเขน โปรดช่วยเป็นกำลังใจให้ลูกเข้มแข็ง และช่วยเหลือลูกจากการต่อสู้กับภัยและอุปสรรคต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตด้วยเทอญ

โอ้พระเยซูเจ้าแห่งนาซาแรธ ที่ต้องถูกตรึงบนไม้กางเขน ขอพระองค์โปรดช่วยพิทักษ์รักษาลูกให้รอดพ้นจากทุกข์โศกโรคภัยทั้งสิ้นเสมอไปด้วยเทอญ
โอ้พระเยซูเจ้าแห่งนาซาแรธ ที่ต้องถูกตรึงบนไม้กางเขน โปรดป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้พ้นจากตัวลูก และโปรดประทานพระหรรษทาน พรปรีชาญาณ ให้แก่ลูกด้วยเทอญ

โอ้พระเยซูเจ้าแห่งนาซาแรธ ที่ต้องถูกตรึงบนไม้กางเขน ขอพระองค์ได้โปรดทรงพระกรุณาแก่ลูกตามที่ลูกได้วอนขอ ณ บัดนี้ และเสมอไปด้วยเทอญ

ข้าแต่พระจิตเจ้า พระผู้ทรงประทานพระหรรษทานให้ลูกได้มองเห็น และแสดงให้ลูกได้พบหนทางที่จะบรรลุถึงความปรารถนาของลูก ลืมความผิดบกพร่องต่าง ๆ และผู้ทรงเป็นแบบอย่างสำหรับชีวิตใหม่แก่ลูก ในบทภาวนานี้ ลูกขอขอบพระคุณพระองค์สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกได้รับ และลูกขอย้ำอีกทีว่าลูกไม่ต้องการที่จะแยกจากพระองค์ ลูกต้องการเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ และความรักของลูกก็เพื่อพระองค์เท่านั้น อาแมน

ข้าแต่ะพระเจ้า พระองค์ได้ทรงเรียกนักบุญหลุยส์ กษัตริย์แห่งฝรั่งเศสผู้รับใช้ของพระองค์ขึ้นสู่บัลลังก์แห่งโลกนี้ ท่านได้ทำให้พระอาณาจักรสวรรค์ของพระองค์ก้าวหน้าไป พระองค์ได้ประทานความกระตือรือร้นต่อพระศาสนจักร และความรักต่อประชากรของพระองค์ให้แก่ท่าน ขอพระองค์โปรดเมตตาพวกลูกทุกคนที่ได้ระลึกถึงท่านในวันนี้ให้ก้าวหน้าในกิจการดีทั้งปวง และได้รับมงกุฎอันรุ่งเรืองของบรรดานักบุญของพระองค์ด้วยเทอญ

โปรดเถิดท่านนักบุญหลุยส์ ท่านรักและรับใช้องค์พระเยซูเจ้าท่ามกลางผู้ยากไร้ ผู้เจ็บป่วยและคนตาบอด ในบรรดาประชาชนที่ท่านปกครอง อันเป็นแบบอย่างแห่งความรัก ความเมตตาที่พระเยซูเจ้าได้ทรงสอน เพราะความเมตตากรุณาอยู่ที่ใดพระเจ้าก็สถิตอยู่ที่นั่น ท่านจึงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดดังที่พระเยซูเจ้าได้ทรงสอนว่า “ผู้ที่ปรารถนาจะเป็นใหญ่ จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น” (มธ.20:26) ขอโปรดให้ลูกได้พบพระเยซูเจ้าในเพื่อนพี่น้องผู้ยากไร้ ทำกิจเมตตาปรานีเป็นกิจวัตร และรับใช้กันด้วยใจสุภาพเสมอ

ข้าแต่ท่านนักบุญหลุยส์ กษัตริย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ท่านได้ทำหน้าที่บิดาที่เข้มแข็ง ศรัทธาร้อนรนในพระเป็นเจ้า อบรมลูกๆตามแบบคริสตชนอย่างเคร่งครัด เป็นแบบอย่างความศักดิ์สิทธิ์สำหรับครอบครัวทั้งหลาย โปรดฟังคำภาวนาของพวกลูกทั้งหลาย ผู้ปรารถนาปฏิบัติตามแบบอย่างชีวิตของท่าน ขอท่านช่วยวิงวอนพระเป็นเจ้า เพื่อตัวลูกเองและทุกครอบครัวในโลกจะได้ดำเนินชีวิตคริสตชนที่ศรัทธา มีจิตใจยากจนและรักความยุติธรรมเพื่อเป็นพยานถึงพระองค์ในโลกปัจจุบันด้วยเทอญ อาแมน

ข้าแต่ท่านนักบุญหลุยส์
ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้าแต่นักบุญเบเนดิกต์ บิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ โปรดช่วยเหลือทุกคนที่เข้ามาพึ่งท่าน โปรดช่วยปกป้องคุ้มครองข้าพเจ้าให้พ้นจากสิ่งชั่วร้ายในชีวิต โปรดช่วยวิงวอนขอพระหรรษาให้ข้าพเจ้ามีจิตใจที่สำนึกผิด และการกลับใจที่แท้จริง เพื่อชดเชยบาปที่ข้าพเจ้าได้กระทำ เพื่อข้าพเจ้าจะได้สรรเสริญสดุดีพระเป็นเจ้าในทุกวันของชีวิต ท่านผู้มีดวงใจของพระเจ้า โปรดระลึกถึงข้าพเจ้าต่อพระพักตร์พระผู้สูงสุด เพื่อว่าเมื่อได้รับการอภัยโทษจากพระองค์แล้ว ข้าพเจ้าจะได้ยืนหยัดมั่นคงอยู่ในการทำความดี จะไม่พลัดพรากจากพระองค์อีกเลย พระองค์จะได้ทรงรับข้าพเจ้า เข้าอยู่ในหมู่บ้านผู้ถูกเลือกสรร และบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อข้าพเจ้าจะได้อยู่ใกล้ชิดพระองค์ในความสุขแท้แห่งเมืองสวรรค์

ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพสถิตนิรันดร โดยอาศัยบุญบารมีและแบบอย่างของนักบุญเบเนดิกต์ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้ต่อสู้กับศัตรูร้ายฝ่ายวิญญาณ พากเพียรอดทนในความยากลำบากของชีวิต รอบคอบยามอยู่ในภยันตราย และซื่อสัตย์ในการปฏิบัติตามแนวทางแห่งพระวรสาร โดยอาศัยความช่วยเหลือของท่าน ข้าพเจ้าจะได้มีบัญรับใช้พระเป็นเจ้า ด้วยความชื่นชมยินดีและบรรลุชัยชนะ เพื่อมุ่งสู่ถิ่นฐานบ้านแท้ด้วยเทอญ ทั้งนี้ ขอพึ่งพระบารมีพระคริสตเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย อาแมน

ข้าแต่ท่านนักบุญเปโตร ข้าพเจ้าทั้งหลายพร้อมใจกันมาอยู่ต่อหน้าท่านเพื่อขอบพระคุณพระเป็นเจ้า ที่โปรดเลือกสรรท่านให้เป็นหลักมั่นคงแห่งความเชื่อ ที่จะต้องยึดถือเป็นผู้นำผู้ชอบธรรมแห่งชนชาติอิสราเอล เข้ามาก่อสร้างพระศาสนจักรแรกเริ่ม พระองค์โปรดให้ท่านตั้งมั่นอยู่ในพระศาสนจักรซึ่งพระองค์ทรงสร้างไว้บนศิลาแห่งความเชื่อ

ขอพระองค์โปรดประทานพระพรให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มีความเชื่อมั่นคงเข้มแข็งในการดำเนินชีวิตคริสตชนด้วยความกล้าหาญเช่นเดียวกับท่าน ข้าแต่ท่านนักบุญเปโตร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอขอบพระคุณท่าน ที่ได้ปกปักรักษา วัด หมู่บ้าน อาชีพการงาน และชีวิตครอบครัวของข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดมา ท่านยังช่วยเสนอวิงวอนพระเป็นเจ้าสำหรับข้าพเจ้าทั้งหลายในเรื่องฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ในการดำเนินชีวิตคริสตชนในโลกปัจจุบันนี้

พร้อมกันนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายขอขมาโทษต่อพระเป็นเจ้าและท่านนักบุญเปโตร เพราะความผิดบาปต่างๆที่ได้กระทำมา ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะพยายามปรับปรุงแก้ไข และดำเนินชีวิตใหม่ให้ถูกต้อง พร้อมทั้งจะพยายามชักนำเพื่อนพี่น้องให้กลับมาสู่ในหนทางแห่งความรักของพระเป็นเจ้า เช่นเดียวกับที่ท่านนักบุญเปโตรที่เปลี่ยนจากการจับปลามาจับมนุษย์
ขอท่านโปรดคุ้มครองข้าพเจ้าทั้งหลายให้ปลอดภัย ให้ทุกคนมีจิตใจอดทนสู้กับความยากลำบากต่างๆ และมีความเชื่อมั่นคง เพื่อจะได้บรรลุถึงประตูสวรรค์ ณ ที่นั้นท่านจะได้นำข้าพเจ้าทั้งหลาย เข้าไปสู่พระอาณาจักรสวรรค์ที่พระเยซูเจ้าทรงสัญญาไว้

ข้าแต่ท่านนักบุญเปโตร ช่วงวิงวอนเพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเทอญ อาแมน

ข้าแต่ท่านนักบุญอันตน ผู้ศักดิ์สิทธิ์และออ่นหวานน่ารักยิ่ง
ความรักต่อพระเจ้าและสิ่งสร้างของพระองค์
ทำให้ท่านเป็นผู้เหมาะสมได้รับอำนาจทำอัศจรรย์บนโลกนี้
ทุกครั้งที่ท่านภาวนา วอนขอเพื่อผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากและกังวลใจ
อัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น ด้วยความคิดเช่นนี้ที่มีอยู่ในใจ
ลูกขอวิงวอนท่านได้โปรด ให้ลูกได้รับพระคุณเหล่านี้ด้วย…(บอกความต้องการส่วนตัว…)

คำภาวนาของลูกอาจต้องการอัศจรรย์ กระนั้นก็ดี
ลูกทราบว่า ท่านเป็นนักบุญแห่งอัศจรรย์
โอ้…ท่านนักบุญอันตนผู้น่ารักและอ่อนหวาน
หัวใจของท่านเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและเมตตาต่อทุกๆคนที่มาพึ่งท่าน
โปรดกระซิบที่พระกรรณของพระเยซูกุมาร
ที่อยู่ในอ้อมแขนของท่านและบอกความต้องการของลูก
ลูกจะสำนึกในพระคุณของท่านตลอดไป
อาเมน

ข้าแต่ท่านนักบุญอันนา
ท่านเป็นผู้มีบุญ ได้เป็นแม่ของพระนางพรหมจารีมารีอา
และพร้อมกับท่านนักบุญยออากิม สามีของท่าน
ข้าพเจ้าขอฝากตัวและครอบครัวของข้าพเจ้าทั้งหลาย
ไว้ในความคุ้มครองของท่าน
ขอฝากทุกคนในวัดนี้ ไว้ในคำเสนอวิงวอนของท่านด้วย
ขอโปรดให้พ้นจากอันตรายทั้งหลาย ทั้งกายและวิญญาณ
ซึ่งเปรียบเสมือนพายุร้ายในท้องทะเล นำอันตรายมาสู่เรือใหญ่น้อย
ขอโปรดให้ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความศรัทธามั่นคงต่อพระเจ้า
และพระแม่เสมอไปด้วยเถิด

ข้าพเจ้าขอวิงวอนเพื่อบรรดาญาติพี่น้องผู้ล่วงลับ
และผู้มีพระคุณต่อข้าพเจ้าทั้งหลาย
ขอวิงวอนสำหรับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่
ขอโปรดตอบแทนน้ำใจดีแก่เขา
ในชีวิตนี้ทั้งกาย จิตใจ และกิจการงานทั้งหลาย
ขอวิงวอนเพื่อพวกเราทุกคน ให้เจริญก้าวหน้า
เพียบพร้อมด้วยความศรัทธา ความรักต่อพระองค์
และมีเมตตาต่อญาติพี่น้องด้วยกัน

ข้าแต่นักบุญอันนา
ท่านเป็นยายของข้าพเจ้าทั้งหลาย
ท่านเป็นแบบฉบับที่ดีและเป็นองค์อุปถัมภ์แห่งครอบครัว
โปรดประทานความสงบสุข และความรักอันบริสุทธิ์
โปรดให้ทุกคนในครอบครัว ได้มีความรักเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
มีความรักที่เสียสละ พร้อมที่จะอดทน พร้อมที่จะให้อภัยแก่กันและกัน
เพื่อครอบครัวของข้าพเจ้าทั้งหลาย จะได้เป็นครอบครัวที่ศักดิ์สิทธิ์
เป็นสมาชิกที่ดีในครอบครัว ในสังคม และในประเทศชาติ

ข้าพเจ้าทั้งหลายขอท่านเป็นที่พึ่ง
เป็นผู้แนะนำและแก้ไขปัญหาต่างๆ
ซึ่งจะทำลายความศรัทธา และความรักต่อพระเป็นเจ้า
โปรดให้มีจิตใจเข้มแข็ง กล้าหาญที่จะทำความดี หลีกหนีความชั่ว
และการประจญล่อลวงทั้งหลาย
เพื่อสักวันหนึ่ง เมื่อต้องจากโลกนี้ไป
ขอให้ได้เตรียมพร้อมเสมอที่จะรับเสด็จพระเป็นเจ้า
และทุกคนได้อยู่พร้อมหน้ากันในสวรรค์ตลอดนิรันดร
พร้อมกับท่านด้วยเถิด อาแมน

ข้าแต่นักบุญยอแซฟผู้มีบุญ เราหนีร้อนมาพึ่งเย็น หลังแต่ได้ขอความคุ้มครองจากวิสุทธิภริยาของท่านแล้ว เราวางใจพากันมาพึ่งท่านด้วย เดชะความรักสนิทสนมของท่า่นต่อพรหมจารีนิรมลมารดาของพระเจ้า เดชะความรักเสน่หาฐานบิดาของท่านต่อพระเยซูกุมาร โปรดทอดพระเนตรอันเมตตา เหลียวมองดูเรา ที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงหามาได้ด้วยพระโลหิตของพระองค์ ขอท่านโปรดใช้ฤทธิ์คำ้จุนและปัดป้องเราทุกคราวที่ต้องการด้วยเถิด

โอ้องค์อภิบาล พระวิสุทธิวงศ์ ผู้ปรีชารอบคอบ โปรดป้องกันเราผู้มีเกียรติเป็นน้องของพระเยซูคริสตเจ้า โอ้บิดาผู้รักลูก โปรดให้เราแคล้วคลาดจากเชื้อโรค ความลุ่มหลง และความประพฤติเหลวไหล โอ้ผู้แกล้วกล้าในการกอบกู้ โปรดแผลงฤทธิ์จากสวรรค์ คอยพยุงเราในการต่อสู้กับอำนาจความมืดมนบนแผ่นดินนี้ ครั้งก่อนท่านได้ฉุดพระเยซูกุมารออกจากมหันตราย อันอาจถึงแก่ชีวิต ก็ในบัดนี้ ขอท่านช่วยพระศาสนจักร ให้พ้นกลอุบายปัจจามิตรและปัดป้องอันตรายทั้งปวงด้วยเถิด โปรดปกปัดรักษาเราแต่ละคนเสมอไป อาศัยอุปการะคุณของท่าน เราจะได้ประพฤติตามแบบอย่างท่าน และจะได้ครองชีพอย่างศักดิ์สิทธิ์ สิ้นชีพในความศรัทธาภักดี และความบรมสุขนิรันดรในสวรรค์ด้วยเถิด อาแมน

จากหนังสือรวมบทภาวนา วัดนักบุญอันนา ท่าจีน

ข้าแต่นักบุญยอแซฟ องค์อุปถัมภ์และบิดาของผู้ถือพรหมจรรย์ทั้งหลาย พระเป็นเจ้าทรงมอบหมาย ให้ท่านเป็นผู้พิทักษ์พระเยซูเจ้าองค์ความศักดิ์สิทธิ์ และพระแม่มารีอาพรหมจารีทั้งหลาย เดชะของฝากอันเป็นที่รัก หวงแหนของท่าน คือองค์พระเยซูและพระแม่มารีอา ข้าพเจ้าวิงวอนรบเร้าขอท่านช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากความโสมมชั่วช้า ให้ข้าพเจ้าวิมลในความคิด บริสุทธิ์ในดวงใจ หมดจดในร่างกาย เพื่อสามารถปรนนิบัติพระเยซูเจ้า และพระแม่มารีอา ด้วยใจผ่องใสตลอดไปเถิด อาแมน

จากหนังสือรวมบทภาวนา วัดนักบุญอันนา ท่าจีน

บทภาวนาโอกาสพิเศษ

ข้าแต่พระเจ้า จิตใจของเราโศกเศร้า วิตกกังวลถึงชะตากรรมของเพื่อนพี่น้องสตรีและเด็กที่ถูกล่อลวง เพื่อการแสวงหาประโยชน์ด้านแรงงานและการล่วงละเมิดทางเพศ ทุกรูปแบบ ซึ่งทำให้เสื่อมศักดิ์ศรีของการเป็นบุตรธิดาของพระองค์

ขอให้การกระทำนี้ยุติลงโดยเร็ว โปรดประทานพละกำลังแก่พี่สาวและน้องสาวของเรา ผู้ที่หัวใจแตกสลายให้กลับมีชีวิตใหม่ในสังคมได้ดังเดิม เต็มเปี่ยมด้วยความหวัง ความรัก มีพลังที่จะก้าวเดินต่อไปในชีวิต โปรดเปลี่ยนจิตใจของผู้ละโมบ ไร้ความเห็นอกเห็นใจ ให้เป็นผู้ที่ตระหนักถึงความเป็นพี่น้องร่วมโลกของทุกคน และยุติการทำร้ายสังคมโลกด้วยวิธีการที่แยบยล หากทว่าเป็นภัยร้ายแรง เป็นอาชญากรรมข้ามชาติให้หมดสิ้นไปด้วยเทอญ

ขอพระแม่มารีย์ มารดาที่รักยิ่งของเรา วิงวอนพระเจ้าได้โปรดประทานความปรีชาฉลาดและความกล้าหาญแก่เราทุกคน เพื่อยืนหยัดเป็นหนึ่งเดียวกับสตรีและเด็ก โปรดให้เราค้นพบหนทางที่นำไปสู่อิสรภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ประทานเราทุกคน

เราวอนขอทั้งนี้ อาศัยพระบารมีพระคริสตเจ้า พระบุตรผู้ทรงจำเริญและครองราชย์ร่วมกับพระบิดาและพระจิต ตลอดนิรันดร

ข้าแต่พระแม่มารีย์ พรหมจารีย์แห่งภูเขาคาร์แมล
วันนี้พวกลูกทุกคนพร้อมใจกันมาอยู่ต่อหน้าพระแม่
เพื่อโมทนาคุณพระเจ้า ที่ทรงโปรดเลือกสรรพระแม่
ให้เป็นพระมารดาของพระเจ้า

คือองค์พระเยซูคริสตเจ้า พระบุตรสุดที่รักของพระแม่
พวกลูกเข้ามาอ้อนวอนด้วยความถ่อมตน
ขอโปรดช่วยพวกลูกให้สามารถดำเนินชีวิต มีความเชื่อ
ความศรัทธาที่มั่นคงเข้มแข็ง เป็นลูกที่ดี

โปรดให้ลูกได้ละทิ้งปีศาจ ความฟุ้งเฟ้อและกิจการต่างๆ ของมัน
ข้าแต่พระแม่มารีย์พรหมจารีย์แห่งภูเขาคาร์แมล
พวกลูกทุกคนวอนขอพระแม่ ได้โปรดปกปักษ์รักษา
คุ้มครองดูแล วัด หมู่บ้าน อาชีพการงาน ชีวิต
และครอบครัวของพวกลูกทุกคน

ขอฝากทุกคนไว้ในคำเสนอวิงวอนของพระแม่ด้วย
พวกลูกขอวิงวอนเพื่อบรรดาญาติพี่น้อง ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว
และผู้มีพระคุณต่อลูกทุกคน ขอวิงวอนสำหรับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่
โปรดคุ้มครองพวกเขาเหล่านั้นด้วย

โปรดช่วยเหลือบรรดาคริสตชน ผู้ที่ได้ละทิ้งความเชื่อ
ความไว้วางใจในพระเจ้า โปรดดลใจให้พวกเขาเหล่านั้น
มีใจที่อ่อนละมุนดังเช่นพระแม่
และกลับใจมาหาพระเจ้าอีกครั้งหนึ่งด้วยเทอญ

บทภาวนาเพื่อกระแสเรียก
ของสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16

ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดประทานกระแสเรียกแห่งการเป็นสงฆ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ให้ทวีมากขึ้น เพื่อช่วยให้ความเชื่อดำรงอยู่อย่างมั่นคงอาศํยการประกาศพระวาจา การโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ การประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณ และการเป็นศาสนบริกรแห่งพระเมตตา อาศัยศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการคืนดีให้แก่มวลสัตบุรุษของพระองค์

โปรดให้เยาวชนอ่อนน้อมต่อคำสอนและการดลใจของพระจิตเจ้า เพื่อให้พวกเขามีความสนใจต่อกระแสเรียกแห่งการเป็นสงฆ์ นักบวช และฆราวาสแพร่ธรรม

ขอพระองค์ทรงค้ำจุนพระสังฆราช พระสงฆ์ สังฆานุกร บรรดาผู้รับเจิมถวายตัว และผู้ที่รับศีลล้างบาปในพระคริสตเจ้าทุกคน เพื่อให้ทุกคนซื่อสัตย์ต่อพันธกิจของตน และรับใช้พระวรสาร

ทั้งนี้ขอพึ่งพระบารมีพระคริสตเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย อาแมน

พระแม่มารีย์ มารดาแห่งกระแสเรียก
ช่วยวิงวอนเทอญ

ก่อ: ข้าแต่พระเยซูเจ้า

รับ: โปรดทอดพระเนตรมายังครอบครัวของเรา ที่เข้ามาอ้อนวอน เราขอถวายตัวเอง ความยินดี ความทุกข์ยากแด่พระองค์อีกครั้ง เพื่อบ้านของเราจะเป็นเหมือนบ้านของพระองค์ จะเป็นแห่งความสุข ความบริสุทธิ์ ความรัก และการเสียสละ โปรดอวยพรเรา ทั้งผู้ที่อยู่ที่นี่ หรือที่อื่น โปรดเมตตาคนที่ตายไปแล้วด้วยเถิด

โอ้พระแม่มารีย์ มารดาน่ารักยิ่งของพระเยซูเจ้า พระแม่ของเรา โปรดวิงวอนพระเยซูเจ้าเพื่อครอบครัวของเรา และทุกครอบครัวในโลก ให้พระองค์คุ้มครองพิทักษ์รักษาทารก เด็กและเยาวชน และพระกระแสเรียกของพวกเขาด้วย

ข้าแต่ท่านยอเซฟ องค์พิทักษ์ของพระเยซูเจ้า และพระแม่มารีย์ โปรดช่วยเหลือเราในทุกสิ่งที่จำเป็นเพื่อชีวิต โปรดรักษาบ้านของเรา คนเจ็บป่วย และผู้ที่กำลังจะสิ้นใจ เราจะได้ร่วม อยู่กับพระเยซูเจ้าพร้อมกับพระแม่มารีย์ และท่านตลอดนิรันดร อาแมน

ข้าแต่พระเป็นเจ้า พระองค์ทรงเปิดเผยให้มนุษย์ได้ทราบความจริง พระองค์ทรงใช้ทูตสวรรค์ และเลือกสรรบางคนให้เป็นผู้สื่อสารข่าวดีแห่งความรักของพระองค์ และที่สุดได้ทรงมอบพระบุตร มารับสภาพมนุษย์บังเกิดจากพระนางพรหมจารีมารีย์ เพื่อเปิดเผยให้โลกได้รับรู้ และรับการไถ่กู้ให้รอด พระองค์ทรงตั้งพระศาสนจักร เพื่อสืบทอดงานของพระองค์บนโลกนี้

ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงรักมนุษย์ที่ทรงสร้างมา และปรารถนาให้ทุกคนได้รู้จักและรักพระองค์เพื่อทุกคนจะได้รับความรอด

ขอขอบพระคุณพระองค์สำหรับพระพรแห่งสติปัญญา เพื่อให้มนุษย์ปกครองและดูแลโลก มนุษย์จึงใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพและศักดิ์ศรีของมนุษย์และโลก ให้เจริญก้าวหน้าด้วยวิถีแห่งสันติ

มนุษย์ยังได้สร้างสรรค์เครื่องมือสำหรับสื่อมวลชน ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ดาวเทียม วีดีทัศน์ ระบบเครือข่ายข้อมูลด้านคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

ขอโปรดให้มนุษย์รู้จักใช้เครื่องมือสำหรับสื่อมวลชนเหล่านี้เป็นดั่งอุปกรณ์
เพื่อสื่อนำความรัก มายังจิตใจที่มีความโกรธเคือง
เพื่อสื่อนำความจริง มายังที่ที่มีการหลอกลวง
เพื่อสื่อนำความยินดี มายังผู้ที่กำลังเศร้าโศก
เพื่อสื่อนำแสงสว่าง มายังผู้อยู่ในความมือ
เพื่อสื่อนำความหวัง มายังผู้ที่กำลังท้อแท้
เพื่อสื่อนำชีวิต มายังผู้ที่อยู่ในเงาแห่งความตาย
เพื่อสื่อนำความเชื่อมั่น มายังผู้ที่สงสัย
เพื่อสื่อนำความเป็นหนึ่งเดียว มายังที่ที่มีการแตกแยก
และเพื่อสื่อนำความรอดตลอดนิรันดร์ สำหรับตนเองและมนุษย์โลก

ขอโปรดให้ผู้ที่ได้เสียสละ ทุ่มเทสร้างสรรค์สื่อที่ดีแก่สังคม ได้รับพระพรตลอดนิรันดร
ขอให้ผู้รับสื่อ สามารถแยกแยะ และเลือกรับสื่อที่เหมาะสม เป็นประโยชน์แก่ตนเองและสังคม
ขอให้เราทุกคนได้เป็นผู้สื่อสารความรักของพระตลอดนิรันดร อาแมน

ที่มา : สื่อมวลชนคาทอลิก ประเทศไทย โอกาสวันสื่อมวลชนสากล ครั้งที่ 51

ข้าแต่พระเป็นเจ้า พระองค์ทรงเปิดเผยให้มนุษย์ได้ทราบความจริง พระองค์ทรงใช้ทูตสวรรค์ และเลือกสรรบางคนให้เป็นผู้สื่อสารข่าวดีแห่งความรักของพระองค์ และที่สุดได้ทรงมอบพระบุตร มารับสภาพมนุษย์บังเกิดจากพระนางพรหมจารีมารีย์ เพื่อเปิดเผยให้โลกได้รับรู้ และรับการไถ่กู้ให้รอด พระองค์ทรงตั้งพระศาสนจักร เพื่อสืบทอดงานของพระองค์บนโลกนี้

ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงรักมนุษย์ที่ทรงสร้างมา และปรารถนาให้ทุกคนได้รู้จักและรักพระองค์เพื่อทุกคนจะได้รับความรอด

ขอขอบพระคุณพระองค์สำหรับพระพรแห่งสติปัญญา เพื่อให้มนุษย์ปกครองและดูแลโลก มนุษย์จึงใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพและศักดิ์ศรีของมนุษย์และโลก ให้เจริญก้าวหน้าด้วยวิถีแห่งสันติ

มนุษย์ยังได้สร้างสรรค์เครื่องมือสำหรับสื่อมวลชน ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ดาวเทียม วีดีทัศน์ ระบบเครือข่ายข้อมูลด้านคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

ขอโปรดให้มนุษย์รู้จักใช้เครื่องมือสำหรับสื่อมวลชนเหล่านี้เป็นดั่งอุปกรณ์
เพื่อสื่อนำความรัก มายังจิตใจที่มีความโกรธเคือง
เพื่อสื่อนำความจริง มายังที่ที่มีการหลอกลวง
เพื่อสื่อนำความยินดี มายังผู้ที่กำลังเศร้าโศก
เพื่อสื่อนำแสงสว่าง มายังผู้อยู่ในความมือ
เพื่อสื่อนำความหวัง มายังผู้ที่กำลังท้อแท้
เพื่อสื่อนำชีวิต มายังผู้ที่อยู่ในเงาแห่งความตาย
เพื่อสื่อนำความเชื่อมั่น มายังผู้ที่สงสัย
เพื่อสื่อนำความเป็นหนึ่งเดียว มายังที่ที่มีการแตกแยก
และเพื่อสื่อนำความรอดตลอดนิรันดร์ สำหรับตนเองและมนุษย์โลก

ขอโปรดให้ผู้ที่ได้เสียสละ ทุ่มเทสร้างสรรค์สื่อที่ดีแก่สังคม ได้รับพระพรตลอดนิรันดร
ขอให้ผู้รับสื่อ สามารถแยกแยะ และเลือกรับสื่อที่เหมาะสม เป็นประโยชน์แก่ตนเองและสังคม
ขอให้เราทุกคนได้เป็นผู้สื่อสารความรักของพระตลอดนิรันดร อาแมน

ที่มา : สื่อมวลชนคาทอลิก ประเทศไทย โอกาสวันสื่อมวลชนสากล ครั้งที่ 51

ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เรียนรู้ว่าพระองค์ทรงรักและเอาพระทัยใส่ทุกคนและทุกสิ่ง ทรงมีพระประสงค์ให้ทุกคนรู้จัก พระปรีชาญาณที่นำมนุษย์เดินในหนทางไปสู่ความรอดพ้น

บัดนี้ พระศาสนจักรคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้ประกาศกฤษฎีกาสมัชชาใหญ่เพื่อฟื้นฟูชีวิตคริสตชน ให้ทุกคนเป็น “ศิษย์พระคริสต์เจริญชีวิตประกาศข่าวดีใหม่” เพื่อ “เปิดขอบฟ้าแห่งการประกาศข่าวดี” นำความรักและพระหรรษาทานแห่งความรอดพ้นไปสู่ชาวไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ยากไร้และบุคคลชายขอบสังคม

ข้าพเจ้าทั้งหลายวอนขอพระหรรษทานเพื่อว่า นับตั้งแต่นี้ไป ชีวิตของคาทอลิกชาวไทยทุกคนจะได้รับการฟื้นฟู มีความรัก พยายามเรียนรู้ ศึกษาและไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งถึงพระประสงค์ของพระองค์ตามกฤษฎีกาสมัชชาใหญ่นี้ โปรดให้ข้าพเจ้าทุกคนมุ่งมั่นดำเนินชีวิตและปฏิบัติพันธกิจของพระคริสตเจ้า เพื่อจะได้เป็น “ศิษย์พระคริสต์เจริญชีวิตประกาศข่าวดีใหม่” อย่างแข็งขันยิ่งขึ้น ทั้งนี้ อาศัยพระบารมีพระคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย อาแมน

ข้าแต่พระแม่มารีย์ ผู้ทรงรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณพวกลูกชาวไทยต่างชื่นชมยินดีในเกียรติอันสูงส่งซึ่งพระเจ้าได้ประทานแด่พระแม่

วันนี้ลูกขอถวายประเทศไทย อันเป็นแผ่นดินถิ่นเกิดของลูกไว้ในพระหัตถ์ของพระแม่ขอพระแม่ได้รักษาอิสรภาพและความเป็นไท ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษมาถึงลูกทุกคน ตราบเท่าทุกวันนี้

ลูกวอนขอพระแม่ได้โปรดปกป้องคุ้มครองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ให้ทรงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทยตลอดไป

ลูกวอนขอพระแม่ได้โปรดให้ชาวไทยทุกคนรักและหวงแหนความเป็นไทของตนมีความสมานสามัคคีกลมเกลียวช่วยกันรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรมอันดีงาม ซึ่งเป็นมรดกล้ำค่าของชาวไทยทุกคน

โปรดอำนวยพระพรแก่พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทยบรรดาพระสังฆราช พระสงฆ์ และนักบวชชายหญิงให้ทุกคนเป็นผู้มีจิตใจเสียสละในการรับใช้ประชากรของพระเจ้า

ขอให้เยาวชนคาทอลิกตอบสนองพระกระแสเรียกด้วยใจเสียสละมากยิ่งขึ้นโปรดประทานพระพรแก่กิจการต่างๆ ของพระศาสนจักรในด้านการศึกษาด้านการพัฒนาและสงเคราะห์ เพื่อเป็นสักขีพยานถึงความรักแบบคริสตชนอย่างแท้จริง

ศีลศักดิ์สิทธิ์

ศีลล้างบาป เป็นเสมือนบานประตูบานแรกที่จะนำเราให้เข้ามาเป็นคริสตชนที่สมบูรณ์ มีความจำเป็นอย่างยิ่งตามกฎหมายของพระศาสนจักร

จากความเชื่อที่ว่ามนุษย์เราเกิดมามีบาปกำเนิดติดตัวมาด้วยทุกคน และเมื่อโตขึ้นรู้ความแล้วก็ได้กระทำผิดกระทำบาปด้วยตัวเองอีกมากมายพระเยซูคริสตเจ้าทรงตั้งศีลล้างบาปขึ้นเพื่อชำระล้างให้มนุษย์พ้นจากบาปกำเนิดและบาปที่ทำเองด้วย มีความหมายถึงการทำให้เกิดใหม่อีกครั้งหนึ่งในความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้าให้มีชีวิตใหม่

ศีลล้างบาปจึงมีอำนาจแห่งการลบล้างบาปทั้งหมดโดยสิ้นเชิง ผู้รับกลายเป็นสมาชิกของพระศาสนจักรโดยสมบูรณ์ และทำให้สามารถรับศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ได้ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

ถ้าจะเปรียบศีลล้างบาปกับศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ศีลล้างบาปเปรียบเหมือนประตูหน้าบ้านที่ทุกคนในบ้านจะต้องผ่านเข้ามาเป็นอันดับแรก เพื่อเข้าไปยังห้องต่างๆ ภายในบ้าน (ศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ) ดังนั้นศีลล้างบาปจึงเป็นเงื่อนไขจำเป็นที่ทุกคนจะต้องรับก่อนที่จะได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ

การเป็นคริสตชนจึงจำเป็นต้องรับศีลล้างบาปเสมอ ศีลล้างบาปนี้จะทำให้มนุษย์มีชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้า หรือที่เราเรียกว่า “มีชีวิตพระ” อันหมายถึง การเป็นอวัยวะของพระเยซูคริสตเจ้าและพระศาสนจักรอย่างแท้จริงและศีลล้างบาปจะทำไห้เราได้รับการประทับตราอันไม่รู้เลือนในชีวิต คือ เราจะเป็นคริสตชนตลอดไป แม้ภายหลังเราอาจจะหลงลืมพระเป็นเจ้าไปก็ตาม ศีลล้างบาปจึงเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ที่รับได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ดังที่ได้เคยกล่าวไปแล้วว่า ศีลศักดิ์สิทธิ์มีองค์ประกอบสำคัญ คือ เครื่องหมายภายนอก และ บทภาวนาประจำศีล    สำหรับศีลล้างบาปเครื่องหมายภายนอกที่สำคัญก็คือ การเทน้ำบนศีรษะของผู้รับศีล และประกอบกับบทภาวนาว่า “…ข้าพเจ้าล้างท่าน เดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต” การกระทำดังกล่าวเป็นเครื่องหมายของการชำระล้าง เพราะน้ำคือสิ่งที่ใช้ชำระล้างความสกปรกให้หมดไป มีความหมายลึกลงไปถึงการชำระชีวิต (ทั้งกายและวิญญาณ) ของผู้รับศีลให้ปราศจากบาปและความผิดต่างๆ ให้มีชีวิตพ้นจากความตายฝ่ายวิญญาณ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

สาระบางประการที่จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับศีลล้างบาป

1. ผู้โปรดศีลล้างบาป โดยปกติจะเป็นพระสงฆ์ แต่ในกรณีจำเป็นอาจเป็นคริสตชนคนใดคนหนึ่งก็ได้ โดยให้ถือตามความเหมาะสม เช่น ไม่มีพระสงฆ์ก็อาจจะเป็น นักบวช บราเดอร์ ซิสเตอร์ ครูคำสอน หรือสัตบุรุษที่ศรัทธาเป็นที่นับถือของสังคม แต่ต้องเป็นคริสตชนคาทอลิกด้วยและต้องมีความตั้งใจจริงๆ ที่จะโปรดศีลล้างบาป

2. ผู้รับศีลล้างบาป เราแยกแยะผู้รับศีลล้างบาปได้เป็น 2 ประเภท คือ

  • ผู้ที่เป็นทารก หมายถึง เด็กที่เกิดมาในครอบครัวคาทอลิก เมื่อเขาแข็งแรงแล้ว (โดยประมาณ 3 เดือน) บิดามารดาจะต้องนำเขาไปขอรับศีลล้างบาปกับพระสงฆ์ เพราะหน้าที่สำคัญประการหนึ่งในฐานะบิดา-มารดา เมื่อโตขึ้นเราเรียกเด็กๆ เหล่านี้ว่า “คริสตังนอน” สาเหตุก็มาจากการที่มีคนอุ้มมาให้ล้างบาปหรือ นอนรับศีลล้างบาปนั่นเอง
  • ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ (รู้ความแล้ว) โดยปกติเมื่อเด็กๆ ที่โตขึ้นมาจนรู้ความแล้ว เขาจะต้องเรียนคำสอน ต้องปฏิบัติศาสนกิจ คือ สวดภาวนา ร่วมพิธีกรรมได้ด้วยตัวเอง ต้องมีความเชื่อตามที่พระศาสนจักรสอน ซึ่งสรุปอยู่ใน “บทข้าพเจ้าเชื่อในพระเจ้า” และตัวสินใจด้วยตัวเองที่จะรับศีลล้างบาป เราเรียกคริสตชนคาทอลิกประเภทนี้ว่า “คริสตังยืน” สาเหตุก็เพราะเขาเดินเข้าไปล้างลาปด้วยตัวของเขาเอง หรือเข้าใจง่ายๆ คือ ยืนรับศีลล้างบาป

3. พ่อ-แม่อุปถัมภ์ (พ่อแม่ทูนหัว) พระศาสนจักรเรียกร้องให้ผู้รับศีลล้างบาปทุกคนต้องมีพ่อ-แม่อุปถัมภ์ คือ ต้องมีผู้คอยดูแลแนะนำให้ผู้รับศีลล้างบาปเติบโตขึ้นในความเชื่อและการเป็นคริสตชนคาทอลิกที่ดี โดยปกติจะเป็นเพศเดียวกับผู้รับศีลล้างบาป และ อายุมากกว่าผู้รับศีลล้างบาปพอสมควร ทั้งนี้เพื่อจะได้สามารถดูแลชี้แนะลูกทูนหัวของตนได้ และป้องกันปัญหาชู้สาวที่อาจจะเกิดขึ้นได้ การเลือกพ่อ-แม่อุปถัมภ์จึงควรเป็นผู้ที่รู้จักมักคุ้นและเป็นที่เคารถนับถือของผู้รับศีลด้วย เป็นผู้ที่มีความเชื่อ ความศรัทธา สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนอื่นได้

4. ชื่อนักบุญประจำตัว เวลารับศีลล้างบาป ทุกคนจะต้องเลือกนักบุญองค์ใดองค์หนึ่งเป็นชื่อนักบุญประจำตัว ถ้าเป็นทารกบิดา-มารดาหรือผู้ใหญ่จะเป็นคนเลือกให้ หรือ ถ้าผู้ล้างบาปเป็นผู้ใหญ่ อาจจะเลือกด้วยตัวเอง โดยศึกษาประวัติของนักบุญที่ตนชื่นชอบและเป็นแบบอย่างสำหรับตนเองก็ยิ่งดี โดยปกติก็จะเลือกนักบุญที่เป็นเพศเดียวกับตนเอง แต่พระศาสนจักรก็มิได้ห้ามเลือกนักบุญที่เป็นเพศตรงข้ามกับตนเอง ที่สำคัญเขาต้องรู้จักรประวัติของท่านนักบุญประจำตัวของตนเองอย่างดี เพื่อเลียนแบบอย่างและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่าน

5. ทะเบียนล้างบาป ผู้ที่รับศีลล้างบาปแล้วทุกคนต้องได้รับการบันทึกประวัติและสถานภาพไว้ที่วัดของตนและถือเป็นหลักฐานสำคัญในการรับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เราจึงถูกเรียกร้องให้นำใบสำเนาศีลล้างบาป ไปแสดงและต้องมีอายุไม่เกิน 6 เดือน ทั้งนี้เพราะเหตุผลดังที่ได้กล่าวไปเบื้องต้นแล้ว

6. พิธีอื่นๆ ที่แทนศีลล้างบาป ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ ที่ไม่สามารถจะรับศีลล้างบาปได้ ยังมีพิธีที่ถือว่าเป็นเสมือนศีลล้างบาปได้ คือ

  • พิธีล้างบาปด้วยเลือด คือ การเป็นมรณสักขี เช่น คนหนึ่งมีความเชื่อในพระเป็นเจ้าแล้ว แต่ไม่มีโอกาสรับศีลล้างบาปแบบธรรมดา ถูกทำร้ายและตายยืนยันความเชื่อ
  • พิธีล้างบาปด้วยความปรารถนา คือ การแสดงเจตนาความรัก ความเชื่อในพระเป็นเจ้าอย่างมั่นคง และไม่มีโอกาสรับศีลล้างบาป อยู่ในสถานะกำลังจะตาย แต่หาผู้โปรดศีลไม่ได้ เช่น เรือกำลังจะจม เครื่องบินกำลังจะตก ฯลฯ

ศีลล้างบาปเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่ทุกคนจะต้องเอาใจใส่และกระทำให้ดีที่สุด ให้ถูกต้องตามคำสอนของพระศาสนจักร ทุกคนในที่นี้หมายถึงบรรดาผู้อภิบาล พระสงฆ์ ครูคำสอน บิดา-มารดา ผู้ปกครอง และผู้รับศีลฯ เอง เพราะดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าเป็นเสมือนประตูหน้าบ้าน ที่จะทำให้เราเข้าในห้องต่างๆ ภายในบ้านได้ ให้เราได้รับพระพรที่จำเป็นของชีวิตตามมาอีกมากมาย

ที่มา: หนังสือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก (คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม)

ข้อมูลจาก : kamsonbkk

เมื่อพูดถึงศีลกำลัง เราคิดถึงพิธีกรรมที่มีพระสังฆราชเป็นผู้โปรดศีลนี้ และเป็นที่มาของพระคุณความช่วยเหลือ ซึ่งทำให้เราเข้มแข็งในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน นั่นคือ เราจะคิดถึงพระคุณหรือพระพรของพระจิตเจ้า 7 ประการ

ศีลกำลังจึงเป็น “เครื่องมือ” หรือ “อุปกรณ์” ที่สำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราในการต่อสู้กับการล่อลวง

พระเยซูคริสตเจ้าทรงตั้งศีลกำลังและมอบอำนาจนี้ให้แก่บรรดาอัครสาวก (กจ 8  17-24) อำนาจแห่งการโปรดศีลกำลังตามปกติจึงเป็นของพระสังฆราชเท่านั้น หรือพระสังฆราชอาจมอบอำนาจนี้ให้พระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งกระทำแทนเป็นครั้งๆ ไปก็ได้

หลังจากที่ได้รับศีลล้างบาปแล้วบรรดาคริสตชนยังคงต้องเจริญชีวิตต่อไปในโลกและจะต้องเผชิญกับการประจญล่อลวงต่างๆ มากมาย ด้วยเหตุนี้ องค์พระเยซูคริสตเจ้าจึงทรงตั้งศีลกำลังขึ้นเพื่ออัญเชิญพระจิตเจ้ามาประทับอยู่กับพวกเขา เพื่อพวกเขาจะมีความเข้มแข็งในการต่อสู้กับการประจญล่อลวงต่างๆ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

พระคุณของพระจิตเจ้าที่ทรงประทานให้แก่ผู้รับศีลกำลังสรุปได้ 7 ประการ คือ

  • พระดำริ เป็นพระพรที่โปรดให้เรารู้และเข้าใจถึงความรักและพระเมตตาของพระเป็นเจ้า หรือพูดง่ายๆ คือซึ้งในความรักของพระองค์นั่นเอง
  • สติปัญญา เป็นพระพรที่โปรดให้เรามีความเข้าใจและยอมรับในข้อความเชื่อ รวมไปถึงกฎบทบัญญัติที่ต้องปฏิบัติ คือ การกระทำตามตามน้ำพระทัยของพระองค์
  • ความคิดอ่าน เป็นพระพรที่โปรดให้เราได้ตัดสินใจอย่างถูกต้องตามน้ำพระทัยของพระองค์ในกรณีที่ยากลำบากหรือหมายถึงพระพรที่ทำให้เรามีมโนธรรมที่เที่ยงตรงนั่นเอง
  • กำลัง คือ พระพรแห่งความกล้าหมายที่ทำให้เราเข้มแข็งในการต่อสู้กับการประจญล่อลวง กับศัตรูฝ่ายวิญญาณซึ่งหมายกถึงความโลภ โกรธ หลง และกิเลสตัณหาทีมีอยู่ในตัวเราเป็นสำคัญ
  • ความรู้ เป็นพระพรแห่งสติปัญญาที่ชักนำเราให้รู้แจ้ง เห็นจริง เข้าใจในคำสอนของพระศาสนจักรอย่างถูกต้อง
  • ความศรัทธา เป็นพระพรที่โปรดให้เรามีความเชื่อ ความวางใจในพระเป็นเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจ
  • ความยำเกรง คือ พระพรที่โปรดให้เรารู้จักที่จะกราบนมัสการสรรเสริญพระเป็นเจ้า ระมัดระวังตน ไม่กระทำสิงที่ขัดเคืองพระทัยของพระองค์ และพยายามที่จะกระทำตามน้ำพระทัยเสมอ

สาระบางประการเกี่ยวกับศีลกำลังที่ควรทราบ

  1. ผู้โปรดศีลกำลัง เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของพระสังฆราช และพระสังฆราชอาจมอบอำนาจนี้ให้แก่พระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งก็ได้
  2. ผู้รับศีลกำลัง ปกติจะเป็นผู้ที่โตพอสมควรแล้ว โดยนิยมให้รับหลังที่ได้รับศีลมหาสนิทและศีลอภัยบาปแล้ว คือ อายุประมาณ 12 ปีขึ้นไป (ประมาณ ป.6) และนิยมโปรดศีลกำลังให้ทันที่พร้อมกับศีลล้างบาปในกรณีที่ผู้รับศีลล้างบาปเป็นผู้ใหญ่แล้ว
  3. พ่อแม่อุปถัมภ์ ตามประเพณีปฏิบัติจะมีพ่อแม่อุปถัมภ์สำหรับผู้รับศีลกำลัง เช่นเดียวกับเวลารับศีลล้างบาป ส่วนพ่อแม่อุปถัมภ์จะเป็นคนเดียวกันกับศีลล้างบาปหรือไม่ ไม่มีข้อกำหนดใดๆ คุณสมบัติต่างๆ ของพ่อแม่อุปถัมภ์ในศีลกำลังก็ทำนองเดียวกันกับศีลล้างบาป
  4. เครื่องหมายภายนอกและบทภาวนา เครื่องหมายภายนอกที่สำคัญของศีลกำลัง คือ การปกมือของพระสังฆราชเหนือผู้รับศีล หมายถึงการอัญเชิญพระจิตเจ้าเสด็จลงมาประทับในชีวิตของผู้รับศีล พร้อมทั้งคำภาวนาของพระสังฆราชขณะที่ปกมือเหนือผู้รับศีล และเครื่องหมายภายนอกที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การเจิมน้ำมันคริสมา บนหน้าผากของผู้รับศีล

ลักษณะทั้ง 2 ประการนี้ ยังมีความหมายถึงการแต่งตั้งให้เป็นทหารของพระคริสตเจ้า ที่จะต้องต่อสู้กับปีศาจ ความบาป และความไม่ดีต่างๆ

ก่อนที่จะรับศีลกำลังผู้รับศีลกำลังจึงต้องได้รับความรู้ความเข้าใจในศีลนี้อย่างดี และจะต้องเตรียมตัวอย่างดีด้วยการสวดภาวนา ฟื้นฟูจิตใจ ต้องอยู่ในสถานะพระหรรษทาน คือ ปราศจากบาป จึงต้องมีการรับศีลอภัยบาปเสียก่อน

พระศาสนจักรมิได้บังคับว่าทุกคนจะต้องรับศีลกำลัง แต่อย่างไรก็ดีถ้าไม่มีเหตุผลหรืออุปสรรคใดๆ คริสตชนคาทอลิกทุกคนพึงรับศีลกำลัง เพราะจะมีพระพรที่จำเป็นมากมายสำหรับชีวิตดังได้กล่าวไปแล้ว และศีลกำลังนี้เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถรับได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต… ดังเหตุผลที่ได้กล่าวไปแล้วเช่นกัน

ที่มา: หนังสือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก (คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม)

ข้อมูลจาก : kamsonbkk

เราชาวคาทอลิกถือว่า “ศีลมหาสนิท” เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ และเป็นศีลที่ทุกคนต้องรับ เพราะเป็นองค์พระเยซูคริสตเจ้าเอง คือ เป็นทั้งพระกายและพระโลหิตของพระองค์

ถ้าจะถามว่าทำไมพระเยซูคริสตเจ้าทรงตั้งศีลมหาสนิท คำตอบก็เป็นเพราะความรักอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์จริงๆ    กล่าวคือ ก่อนที่พระองค์จะทรงถูกจับ ถูกทรมาน และถูกตรึงสิ้นพระชนม์บนกางเขน พระองค์ทรงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะอยู่กับมนุษย์ที่พระองค์ทรงรัก เพราะทรงเป็นห่วงจริงๆ

การตั้งศีลมหาสนิท จึงเป็นวิธีที่พระองค์ทรงเลือกที่จะอยู่กับมนุษย์ด้วยการเป็นหนึ่งเดียวกับมนุษย์ ทรงมอบพระวรกายและพระโลหิตของพระองค์เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงชีวิตวิญญาณของเราภายใต้รูปปรากฏของแผ่นปังและเหล้าองุ่น… ดังพระวาจาของพระองค์ทรงตรัสไว้ในอาหารค่ำครั้งสุดท้าย

“พระองค์ทรงหยิบปัง ทรงขอบพระคุณ ทรงบิขนมปังประทานให้บรรดาศิษย์ ตรัสว่า “นี่เป็นกายของเราที่ถูกมอบเพื่อท่านทั้งหลาย จงทำดังนี้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเราเถิด” ในทำนองเดียวกัน เมื่อกินอาหารเสร็จแล้ว พระองค์ทรงหยิบถ้วย ตรัสว่า “ถ้วยนี้เป็นพันธสัญญาใหม่ ในโลหิตของเราที่หลั่งเพื่อท่านทั้งหลาย” (ลก 22 : 19-20)

ดังนั้น ทุกครั้งเมื่อเรารับศีลมหาสนิทจึงเป็นการรับองค์พระเยซูเจ้าเข้ามาในชีวิตของเรา ทำให้เรามีชีวิตพระ คือ การได้เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์

เมื่อพูดถึง “ศีลมหาสนิท” เราจะต้องกล่าวถึง “พิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ” หรือ ที่เราเรียกสั้นๆ ว่า “มิสซา” เพราะในมิสซานี้เองเป็นพิธีอัญเชิญให้องค์พระเยซูคริสตเจ้าเสด็จลงมาประทับอยู่ในรูปปรากฏของแผ่นปัง คือ พระวรกาย และในรูปปรากฏของเหล้าองุ่น คือ พระโลหิตของพระองค์ โดยเราเชื่อว่าทุกครั้งที่พระสงฆ์เสกศีล แผ่นปังและเหล้าองุ่นนี้จะเปลี่ยนเป็นพระกายและพระโลหิตของพระองค์ ทั้งๆ ที่รูปปรากฏภายนอกยังคงเห็นเป็นปังและเหล้าองุ่นอยู่

เหตุการณ์ข้างต้นนี้ถือเป็นข้อความเชื่อ ซึ่งไม่อาจะพิสูจน์ได้ตามเหตุผลประสามนุษย์ แต่พอจะเทียบเคียงได้กับแบงก์ หรือ ธนบัตรที่เรามีอยู่ กล่าวคือ ก่อนที่เขาจะทำเป็นธนบัตรออกมา เขาต้องมีกระดาษขาวๆ เสียก่อนและความเป็นกระดาษขาวนั้น คือ กระดาษธรรมดาไม่มีค่าอะไรมากมาย    แต่หลังจากกระดาษขาวแผ่นนั้นถูกนำไปพิมพ์เป็นธนบัตร ความเป็นกระดาษนั้นสูญสิ้นไป แต่กลับหลายเป็นความเป็นธนบัตรแทน มีคุณค่าในฐานะเงินที่นำไปซื้อข้าวของได้ เราไม่เรียกว่า กระดาษอีกต่อไป… หมายความว่า เมื่อแผ่นปังและเหล้าองุ่นได้รับการเสกจากพระสงฆ์ในพิธีมิสซาแล้ว “แก่น” หรือ “สาระสำคัญ” ของปังและเหล้าองุ่นก็หมดไป และกลับกลายเป็นพระกายและพระโลหิตของพระองค์ เราจะไม่เรียกว่าปังและเหล้าองุ่นแต่เรียกว่าพระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้า

ในเวลาเดียวกัน เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านจงกระทำการนี้ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเรา” ย่อมหมายถึงทรงมอบอำนาจแห่งการเสกศีลนี้ แก่บรรดาอัครสาวกและสืบทอดมายังบรรดาพระสงฆ์ทุกองค์ในปัจจุบันนี้ด้วย

ดังที่ได้เกริ่นไปแล้วว่า เราต้องกล่าวถึงพิธีบูชามิสซาเสมอเมื่อพูดถึงศีลมหาสนิท บูชามิสซา คือ การบูชาที่พระสงฆ์กระทำในนามขององค์พระเยซูคริสตเจ้า พร้อมกับบรรดาคริสตชนคาทอลิก คือ ทั้งพระสงฆ์และคริสตชนผู้ร่วมพิธีได้ร่วมกันกับองค์พระเยซูคริสตเจ้า ถวายพระกายและพระโลหิตของพระองค์แด่พระบิดาจ้า เพื่อกอบกู้เราทั้งหลาย เราจึงบอกว่าบูชามิสซาที่เราถวายทุกๆ วันนี้เป็นบูชาเดียวกับบูชาขององค์พระเยซูคริสตเจ้าบนกางเขน เมื่อเกือบสองพันปีที่ผ่านมาด้วย

เราถือว่า บูชามิสซาเป็นการภาวนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะเป็นบูชาขององค์พระเยซูคริสตเจ้า โดยมีพวกเราเข้าไปมีส่วนร่วมในบูชานี้ และเป็นการแสดงออกอย่างเด่นชัดถึงลักษณะและจุดประสงค์ที่ครบสมบูรณ์แห่งการภาวนา คือ การนมัสการพระเป็นเจ้า การโมทนาขอบพระคุณพระเป็นเจ้า การกราบขอโทษพระองค์ และการวิงวอนขอพระหรรษทานต่างๆ จากพระองค์

ในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ จะแบ่งเป็น 2 ภาคที่สำคัญ คือ “ภาควจนพิธีกรรม” และ “ภาคบูชาขอบพระคุณ” โดยก่อนที่จะเข้าสู่ภาควจนพิธีกรรมเป็นการเริ่มพิธีด้วยการแห่เข้ามายังพระแท่นบูชา มีการขับร้องบทเพลงและพิธีสำนึกผิดกราบขอขมาโทษพระเป็นเจ้า แล้วจึงเข้าสู่ภาควจนพิธีกรรมด้วยการอ่านบทอ่านจากพระคัมภีร์และบทเทศน์ให้ข้อคิดต่างๆ จากพระสงฆ์ผู้เป็นประธานในพิธี… ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการนำพระวาจานั้นไปเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ภาควจนพิธีกรรมนี้จบลงที่บทภาวนาเพื่อมวลชน

จากนั้น จะเริ่มภาคที่ 2 คือ ภาคบูชาขอบพระคุณ โดยเริ่มจากการเตรียมเครื่องบูชา อาจมีการแห่เครื่องบูชาไปถวายบนพระแท่นก็ได้ จากนั้นพระสงฆ์ผู้เป็นประธานในพิธีจะทำการถวายบูชาตามขั้นตอนต่อไป ในขณะที่บรรดาสัตบุรุษก็จะร่วมจิตใจตอบรับ หรือขับร้องบทเพลงร่วมไปด้วย จากนั้นเป็นบทขอบพระคุณและเสกศีล ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดของบูชามิสซาก็ว่าได้ เพราะเป็นการอัญเชิญองค์พระเยซูคริสตเจ้าเสด็จมาประทับอยู่กับเราภายใต้รูปปรากฏของปังและเหล้าองุ่น    ต่อจากนั้นจึงถึงการรับศีลมหาสนิท ซึ่งเริ่มด้วยบทข้าแต่พระบิดา…จนถึงการออกไปรับองค์พระคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท (คือรับปังซึ่งที่แท้คือพระกายของพระเยซูนั่นเอง) และจบส่วนสำคัญนี้ที่ บทภาวนาหลังรับศีล ของประธาน

ในส่วนของพิธีปิดมิสซาบุชาขอบพระคุณจบลงด้วยการอวยพรให้บรรดาผู้ร่วมมิสซาของประธานในพิธีและขบวนแห่ออกจากบริเวณพิธี

การรับศีลมหาสนิท ก็เช่นเดียวกับการรับศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ คือ ต้องเตรียมกายเตรียมใจให้เหมาะสม หมายถึง ต้องแต่งกายเรียบร้อย สุภาพและแต่งจิตใจ (วิญญาณ) ของตนให้สวยสดงดงามปราศจากบาปมลทินต่างๆ โดยปกติแล้วถ้าเราเข้าใจว่ากำลังต้อนรับพระเป็นเจ้า คงไม่มีใครกระทำตัวไม่เหมาะสม ทุกคนคงจะพยายามเตรียมตัวอย่างดีที่สุด

การรับศีลมหาสนิทบ่อยๆ เป็นการเสริมสร้างชีวิตแห่งการเป็นหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้าในตัวของเราอย่างดียิ่ง โดยปกติพระศาสนจักรนั้นให้เรารับศีลมหาสนิททุกครั้งเมื่อร่วมถวายมิสซาและไม่มีข้อขัดขวางใดๆ ให้เราตระหนักเสมอว่า ใครก็ตามที่มีชีวิตพระ คือ การเป็นหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้า ย่อมเป็นหลักประกันอย่างแน่นอนว่า เขาจะได้รับความสุขนิรันดร (ไปสวรรค์)

ที่มา: หนังสือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก (คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม)

ข้อมูลจาก : kamsonbkk

พระเยซูคริสตเจ้าทรงตั้งศีลอภัยบาปนี้ขึ้น เพื่อทรงช่วยให้มนุษย์จะได้สามารถชำระล้างมลทินบาปและความผิดให้หมดไป    ให้มีชีวิตพระหรรษทานเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อพิจารณาดีๆ จะเห็นว่าความรักที่พระเป็นเจ้าทรงมีต่อเรามนุษย์นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด เราสามารถเข้าใจทันทีว่าความรักที่พระเยซูเจ้าทรงมีต่อมนุษย์นั้นหาที่เปรียบมิได้จริงๆ ก่อนเสด็จขึ้นสวรรค์ ทรงตั้งศีลมหาสนิท และเมื่อทรงรู้ว่ามนุษย์จะทำบาปทำผิด ก็ทรงตั้งศีลอภัยบาปไว้ด้วยเรียกว่าหาวิธีช่วยมนุษย์ทุกรูปแบบก็ว่าได้

เมื่อพระเยซูเจ้าทรงตั้งศีลอภัยบาปแล้ว ทรงมอบอำนาจแห่งการยกบาปนี้ให้กับบรรดาอัครสาวกและบรรดาพระสังฆราช พระสงฆ์ ให้กระทำหน้าที่ยกบาปแทนพระองค์ในโลกนี้ด้วย โดยตรัสว่า “ท่านจงรับพระจิตเจ้า บาปใดๆ ที่ท่านจะยกบาปนั้นๆ จะเป็นอันยกออก และบาปใดๆ ที่ท่านจะหน่วงไว้ บาปนั้นจะเป็นอันหน่วงไว้ด้วย”

ดังนั้น ผู้โปรดศีลอภัยบาป คือ บรรดาพระสงฆ์ ซึ่งได้ใช้อำนาจนี้โดยได้รับอำนาจจากพระเยซูเจ้า ด้วยคำกล่าวในเวลามีผู้ไปรับศีลอภัยบาปว่า “… ข้าพเจ้าอภัยบาปทั้งสิ้นของท่าน เดชะพระนามพระบิดา และพระบุตร และพระจิต อาแมน” พร้อมทั้งยกมืออวยพรให้แก่ผู้ไปแก้บาป

วิธีการรับศีลอภัยบาปอย่างดี แน่นอนว่าตามเหตุผลที่สำคัญที่จะทำให้ศีลอภัยบาปเกิดผลอย่างเต็มที่แก่ผู้รับศีลนี้ จึงเรียกร้องลักษณะที่สำคัญ ดังนี้

ก. ความสำนึกผิด หมายถึง การรับศีลอภัยบาปที่ดีและมีคุณค่านั้น ย่อมต้องการการยอมรับเสียก่อนว่า ตนเองกระทำผิด และปรารถนาจะแก้ไขความผิดนั้นด้วยจริงใจ ลักษณะเช่นนี้เราเรียกว่า “สำนึกผิด” ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุด เพราะมิฉะนั้นแล้ว จะไม่มีผลอะไรเลย เหมือนกับคนไข้จะไปให้หมอรักษา เขาจะต้องยอมรับเสียก่อนว่าตนเองป่วยและต้องการการรักษานั้น จะต้องร่วมมือกับหมออย่างเต็มที่ เพื่อการรักษานั้นจะเกิดผลอย่างดี

ข. ความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขและไม่ทำผิดทำบาปอีก คือ การแสดงเจตนา หรือ มีจิตใจที่แน่วแน่ที่จะพยายามเอาชนะความอ่อนแอ หรือการประจญล่อลวงที่ทำให้ตกในบาปนั้นๆ ทั้งนี้ ด้วยการวอนขอพระเมตตา ความช่วยเหลือจากพระเป็นเจ้า…    แม้จะรู้ว่า อาจจะทำผิดทำบาปอีกก็ตาม เหมือนกับการเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทาง มีบางครั้งอาจอ่อนล้าล้มลงบ้าง จำเป็นที่จะต้อง”ลุกขึ้น” และเดินต่อไปเสมอ

ค. การสารภาพบาป (บอกบาป) คือ การเข้าไปยังที่แก้บาปและบอกบาปที่ตนเองได้กระทำไปทั้งหมด ตามที่ได้พิจารณามาแล้วแก่พระสงฆ์ผู้ฟังแก้บาป ข้อปฏิบัติที่ต้องกระทำก็คือ

  • บอกบาปทุกข้อทุกประการที่ได้กระทำ ด้วยเสียงดังฟังชัดพอสมควร คือ ไม่ดังเกินไป หรือ ค่อยเกินไป จำไว้ว่าถ้าจงใจปกปิดบอกบาปไม่หมด บาปทุกประการที่บอกไหก็จะไม่ได้รับการยกด้วย
  • ไม่ต้องบรรยายความเกินความจำเป็น หลายคนพยายามอธิบายจนดูเหมือนจะทำให้กลายเป็นข้อแก้ตัวไป… ในเรื่องนี้หากพระสงฆ์สงสัยท่านจะถามเราเอง แต่มิใช่บอกสั้นๆ จนไม่ได้ความหมายอะไร เช่น บอกว่า “ลักขโมย” เฉยๆ ไม่รู้ว่าลักขโมยอะไร มากหรือน้อย เพราะความผิดมันต่างกัน เช่น คนหนึ่งลักขโมยเงินพ่อแม่ 20 บาทกับอีกคนหนึ่งขโมยเงินทานจากตู้ทานในวัด ความผิดมันต่างกันเยอะ
  • ต้องบอกจำนวนครั้งเท่าที่จำได้ หรือใช้ประมาณเอาก็ได้ เพื่อพระสงฆ์ผู้ฟังแก้บาปจะได้ให้คำแนะนำตักเตือนได้ถูกต้องและเหมาะสม
  • ภาษาที่ใช้แก้บาปก็เหมือนกัน ต้องใช้ภาษาที่คุณพ่อเข้าใจได้ ยกเว้นในกรณีพูดไม่ได้จริงๆ เป็นต้น ตอนบอกบาปต่างๆ ส่วนบทสดนั้นจะใช้ภาษาเฉพาะของตนก็ได้ ในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะพูดภาษาไทยได้ทุกคนอยู่แล้ว ทำไมบอกบาปจึงบอกเป็นภาษาไทยไม่ได้
  • พึงระลึกว่าการสารภาพบาปอย่างชัดเจน และตรงไปตรงมาจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะพระสงฆ์จะสนทนาอบรมหรือให้คำแนะนำได้ถูกต้องตรงประเด็นในการแก้ไขความผิดต่างๆ

ง. การใช้โทษบาป ตามปกติเมื่อพระสงฆ์แนะนำตักเตือนเสร็จแล้วก็จะกำหนดกิจการใช้โทษบาปให้กระทำ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เราต้องปฏิบัติให้ครบถ้วน และพึงระลึกเสมอว่า กิจการใช้โทษบาปที่พระสงฆ์กำหนดเป็นการกำหนดตามกฎระเบียบเท่านั้น สิ่งที่เราต้องกระทำในชีวิตประจำวันต้องมากกว่า กล่าวคือ ต้องตั้งใจจริงที่จะแก้ไข ไม่ทำผิดทำบาปอีกและต้องพยายามจริงๆ ตามข้อตั้งใจนั้น กระทำให้เป็นกิจวัตร คือ กระทำบ่อยๆ ทุกๆ วัน

มีความผิดหรือบาปประเภทที่ต้องชดเชยด้วยนั่น คือ บาปที่ผิดยุติธรรม ถ้าต่อชื่อเสียงก็ได้แก่การใส่ความนินทา ถ้าต่อทรัพย์สินก็คือการลักขโมย ฉ้อโกงซึ่งทั้ง 2 ประการต้องชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่เขาด้วย ลำพังเพียงไปสารภาพบาปอย่างเดียวไม่เพียงพอ

ศีลอภัยบาป เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ทีมิใช่มีพระพรในการยกบาปเหมือนยารักษาโรคเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเหมือนยาบำรุงที่สร้างชีวิตฝ่ายวิญญาณ ฝ่ายจิตของเราให้เข้มแข็งต่อสู้กับการประจญล่อลวง ได้อีกด้วย

ดังนั้น เราจึงควรรับศีลอภัยบาปบ่อยๆ สม่ำเสมอ โดยปกติก็ประมาณ 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนต่อครั้ง แต่ถ้าหากมีความจำเป็นก็สามารถรับได้เลย เช่น ในกรณีมีบาปหนัก เป็นต้น

ความลับของศีลอภัยบาป

พระสงฆ์ต้องถือเรื่องการมาสารภาพบาปของคริสตชนเป็นความลับสูงสุด พระสงฆ์องค์ใดก็ตามที่นำความลับในที่แก้บาปไปเปิดเผย จะถูกโทษจากพระศาสนจักรโดยอัตโนมัติให้ยุติหน้าที่ของการเป็นพระสงฆ์ทันที

อนึ่งเวลาไปสารภาพบาป ผู้สารภาพบาปจะรู้สึก “อาย” พระสงฆ์ บางครั้งเป็นเหตุให้ไม่กล้าสารภาพบาปบางประการ        เลยกลายเป็นสาเหตุให้ไม่ได้รับการอภัยบาป ความอายนี้ถือเป็นโทษอย่างหนึ่งเหมือนกันดังนั้น เมื่อจะแก้บาปต้องตั้งใจจริงและถ้ารู้สึกอายก็ต้องยอมรับ เพราะมันคือโทษอย่างหนึ่งที่เราต้องชดเชยความผิด

นอกจากศีลอภัยบาปแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่สามารถยกบาปได้ชั่วคราว นั่นคือ “พระคุณการุญ” ซึ่งหมายถึง พระคุณหรือพระพรที่พระศาสนจักรอาศัยอำนาจที่ได้รับจากพระเยซูคริสตเจ้าทรงพระกรุณายกโทษได้ชั่วคราว ซึ่งบางครั้งก็สามารถยกโทษชั่วคราวได้ทั้งหมด เราเรียกว่า “พระคุณการุญบริบูรณ์” และบางครั้งยกโทษชั่วคราวนั้นได้เป็นบางส่วนเราเรียกว่า “พระการุญไม่บริบูรณ์”

ตัวอย่างการรับพระคุณการุญนี้ เข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือ เวลาที่เราไปแสวงบุญยังสถานที่ หรือวัดที่กำหนดให้ได้รับพระคุณ เช่น “แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์” ถ้าเราตั้งใจจริงที่จะรับพระคุณ สวดภาวนาตามกฎระเบียบของพระศาสนจักรที่กำหนดไว้ เราก็จะได้รับการยกโทษชั่วคราว แม้ขณะนั้นยังไม่สามารถรับศีลอภัยบาปได้ เราก็สามารถไปรับศีลมหาสนิทได้ และต้องรีบไปแก้บาปทันทีเมื่อมีโอกาสภายหลัง

ที่มา: หนังสือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก (คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม)

ข้อมูลจาก : kamsonbkk

พระเยซูคริสตเจ้าทรงตังศีลเจิมคนไข้ขึ้นจากน้ำพระทัยดีของพระองค์ที่ทรงรักและปรารถนาที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากอันตรายฝ่ายวิญญาณ คือ ทำให้หลุดพ้นจากบาป อีกทั้งยังมีฤทธิ์อำนาจที่จะบันดาลให้ผู้ป่วยมีสุขภาพดีขึ้น และมีสติกำลังในการต่อสู้กับความอ่อนแอของตนได้

สมัยก่อนเราเรียกศีลนี้ว่า “ศีลทาสุดท้าย” แต่ดูเหมือนชื่อนี้จะทำให้ผู้คนไม่ค่อยอยากจะรับศีลนี้เท่าไหร่ เพราะคิดว่า “ใครจะรับศีลนี้แล้วจะต้องตาย” เพราะเป็นเพราะเป็นการเจิมการทาครั้งสุดท้ายนั่นเอง ภายหลังจึงใช้ชื่อเสียใหม่ว่า ศีลเจิมคนไข้ หรือศีลเจิมคนป่วย

ตามปกติผู้ที่จะรับศีลนี้ คือ ผู้ป่วยที่อยู่ในอันตรายว่าจะเสียชีวิต คือ ผู้ป่วยหนัก คราวนี้ก็เกิดคำถามว่า “หนักแค่ไหน”    คำตอบก็คือยังมีความรู้สึกมีสติอยู่ มิใช่เข้าขั้นตรีทูตเพราะจะได้สามารถรับศีลอภัยบาปและศีลมหาสนิทได้ บางครั้งในบางกรณีแม้ไม่ได้ป่วยไข้ก็สามารถรับศีลนี้ได้เหมือนกัน เช่น ในกรณีของผู้สูงอายุ จึงมีหลายแห่งนิยมโปรดศีลเจิมฯ แก่บรรดาผู้อาวุโสในโอกาสสำคัญ เช่น วันผู้สูงอายุ หรือ ในกรณีของการผ่าตัดใหญ่ต้องวางยาสลบ ถ้าเป็นไปได้ก็รับศีลเจิมฯ ก่อนก็ดี    หรือบางครั้งก่อนการเดินทางที่อาจเกิดอันตราย หรือ ก่อนไปทำศึกสงคราม เห็นต้น

ดังนั้น เราต้องรู้ว่า เมื่อมีคริสตชนคนใดที่อยู่ในอันตรายดังกล่าว เช่น ญาติพี่น้อง หรือ คนใกล้ชิดกับเรา หรือคนที่เรารู้จัก    เราต้องรีบไปติดต่อขอพระสงฆ์ที่ใกล้ที่สุดให้มาโปรดศีลเจิมฯ แก่เขาโดยเร็วที่สุด โดยๆไม่ต้องเกรงใจพระสงฆ์ เพราะเป็นหน้าที่อันดับแรกและสำคัญที่สุดที่พระสงฆ์ต้องกระทำไม่ว่าเวลาใดก็ตาม เรียกว่าต้องบริการ 24 ชั่วโมงและไม่ว่าจะเป็นที่โรงพยาบาล ที่บ้าน ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ต้องดูก่อนว่าคนที่จะรับศีลนี้อยู่ในอาการป่วยหนัง หรืออยู่ในอันตรายจะเสียชีวิต มิใช่เป็นหวัดนิดหน่อย เป็นไข้ตัวร้อน ปวดท้องนิดหน่อย ยังไม่ถึงขั้นหาหมอเลย ก็ตามพระสงฆ์มาโปรดศีลเจิมฯ เสียแล้ว อย่างนี้ก็ยุ่ง พระสงฆ์คงไม่ต้องทำอย่างอื่นกันแน่ๆ

เมื่อเราไปเชิญพระสงฆ์มาโปรดศีลเจิมฯ สิ่งที่เราต้องทำ คือ ต้องเตรียมสถานที่ให้เรียบร้อยด้วย เช่น จัดโต๊ะปูผ้าขาวมีเทียนมีกางเขนตั้งไว้ และเตือนคนไข้ให้เตรียมตัวด้วยการสวดภาวนา เพื่อรับศีลศักดิ์สิทธิ์ และที่สำคัญต้องแจ้งให้พระสงฆ์ทราบด้วยว่าคนไข้สามารถรับศีลมหาสนิทได้หรือไม่ เพื่อพระสงฆ์จะได้เชิญศีลมหาสนิทมาด้วย ถ้าคนไข้สามารถรับศีลมหาสนิทได้ บางรายไม่แจ้งพระสงฆ์ให้ทราบเลยไม่ได้รับศีลมหาสนิท หรือ บางรายพระสงฆ์เชิญศีลมหาสนิทไปด้วย แต่ปรากฏว่าคนไข้รับไม่ได้ เนื่องจากมีสายออกซิเจน สายอาหาร เสียบไว้เต็มปากเต็มคอไปหมด…

สาระสำคัญของศีลเจิมคนไข้ ก็คือ การที่พระสงฆ์เจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ คือ น้ำมันสำหรับผู้ป่วยที่เสกในวันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์บนหน้าผากและมือทั้ง 2 ข้าง พร้อมกับสวดภาวนาว่า “อาศัยการเจิมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ และอาศัยพระเมตตาอันล้นพ้นของพระเจ้า ขอพระองค์ทรงช่วยท่านด้วยพระหรรษทานของพระจิต ช่วยท่านให้พ้นบาปอีกทั้งบรรเทาและช่วยท่านให้รอด” ผู้ที่โปรดศีลเจิมคนป่วยได้จะต้องเป็นพระสงฆ์เท่านั้น

ขณะที่พระสงฆ์กำลังโปรดศีลแก่ผู้ป่วยนั้น บรรดาญาติพี่น้องและทุกคนที่อยู่ที่นั่นควรที่จะร่วมในพิธีสวดภาวนาร่วมกันเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยได้รับศีลเจิมอย่างดี มิใช่ปล่อยให้พระสงฆ์กระทำพิธีอยู่คนเดียว แม้บางครั้งมีญาติพี่น้องที่มิใช่คริสตชนก็พึงที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจความหมายของศีลเจิมฯ ด้วย เพื่อที่เขาจะสามารถร่วมจิตใจได้ในระดับหนึ่ง

พึงตระหนักว่า ศีลเจิมคนไข้ เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์หนึ่งในเจ็ดประการที่สำคัญสำหรับคริสตชน สามารถรับศีลได้หลายครั้งตามความจำเป็น ฤทธิ์อำนาจหรือพระพรจากศีลศักดิ์สิทธิ์ประการนี้สามารถช่วยทั้งวิญญาณให้ปราศจากบาปและช่วยร่างกายให้มีกำลังในการต่อสู้กับความเจ็บป่วย และสามารถทำให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บก็ได้ถ้าพระองค์ทรงพอพระทัย

ในกรณีที่คนไข้หมดสติไปแล้ว ก็ควรที่จะรีบเชิญพระสงฆ์มาโปรดศีลเจิมฯ โดยด่วน เพราะเขาอาจจะมีความรู้สึกบางอย่างอยู่ก็ได้ พระสงฆ์จะโปรดศีลให้ทันที ภายใต้เงื่อนไขว่า ถ้าหากเขายังสามารถรับรู้ได้ว่าพระสงฆ์กำลังโปรดศีลให้ เพราะเป็นไปได้ว่า บางครั้งเขาอาจจะได้ยินเราพูดเราสวดภาวนา ดังนั้น การเฝ้าอยู่กับคนป่วย ขณะที่เขาเข้าตรีทูตและสวดภาวนาเสียงดัง เพื่อเขาได้ยินหรือ รู้จักกันในสมัยก่อนว่า “เรียกพระ” คือ จะมีคนหนึ่งบอกเขาอยู่ข้างๆ หูให้คิดถึงพระคิดถึงแม่พระ ฯลฯ เพราะเชื่อกันว่าเป็นการเตือนสติให้คนไข้คิดถึงพระ และสิ้นใจในศีลในพรของพระเจ้า

ที่มา: หนังสือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก (คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม)

ข้อมูลจาก : kamsonbkk

ศีลบวช คือ ศีลศักดิ์สิทธิ์ที่บันดาลให้บุคคลเป็นพระสงฆ์ พร้อมทั้งรับมอบอำนาจและพระหรรษทานที่จะกระทำหน้าที่ขององค์พระเยซูคริสตเจ้าบนโลกนี้ หน้าที่อภิบาล หน้าที่เทศน์ สอนคำสอน และเป็นต้นหน้าที่ในการโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์

พระเยซูคริสตเจ้าทรงเลือกอัครสาวก ทรงอบรมสั่งสอนประทานพระพรแก่พวกเขา ที่สำคัญทรงมอบอำนาจในการถวายบูชา (การเสกศีลมหาสนิท) และอำนาจแห่งการยกบาป ดังที่กล่าวไปแล้วในเรื่องศีลมหาสนิทและศีลอภัยบาป และอำนาจดังกล่าวนี้ก็ถูกสืบทอดกันต่อๆ มาโดยพระสังฆราชผู้สืบตำแหน่งจากอัครสาวก มายังพระสงฆ์อีกทีหนึ่ง

ในความเชื่อของเรา เราเชื่อว่า “พระสงฆ์” คือ องค์พระคริสตเจ้า จึงมีคำกล่าวว่า “พระสงฆ์ คือ พระคริสตเจ้าอีกองค์หนึ่ง” (Alter Christus) พระสงฆ์เป็นผู้ที่ได้รับการเรียกจากพระเป็นเจ้า (มีกระแสเรียก) ให้เตรียมตัวที่จะเป็นพระสงฆ์ และหลังจากการเตรียมตัวพอสมควร พระองค์จะทรงเลือกบางคนให้ได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ ดังนั้น การเป็นพระสงฆ์จึงถือว่าเป็นน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าที่จะทรงเรียกและเลือกบางคนเท่านั้น ดังพระวาจาที่ทรงบอกว่า “มิใช้เจ้าที่เลือกเรา แต่เป็นเราที่เลือกเจ้า และตั้งเจ้าให้เป็นพระสงฆ์”

ระหว่างที่ได้รับการเรียก และฝึกหัดเรียนรู้ที่จะก้าวไปสู่ความเป็นสงฆ์นี้ เราเรียกว่า “สามเณร” โดยปรกติจะไปอยู่รวมกันใน “บ้านเณร” คือ หอพักที่มีกฎระเบียบมีการอบรมแนะนำให้ค่อยๆ เรียนรู้และเข้าใจถึงกระแสเรียก อันหมายถึงน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าที่ทรงมีต่อตนเอง ในบ้านเณรจะต้องเรียนรู้ทั้งวิชาทางโลกและทางธรรม คือ วิชาสามัญ และวิชาคำสอน เป็นต้น พระคัมภีร์และหน้าที่ของสามเณรที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าการเรียนรู้ คือ การฝึกหัดตนเองให้เป็นผู้เจริญเติบโตในความเชื่อ ความศรัทธา ต่อพระเป็นเจ้า รู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่น มีบุคลิกการเป็นผู้นำ มีความสุภาพ ความมัธยัสถ์ และพร้อมที่จะมีชีวิตเป็นโสดไม่แต่งงานตลอดชีวิต หลักสูตรที่สำคัญ คือ ต้องมีความรู้เรื่องปรัชญาและเทวศาสตร์อย่างดีพอสมควร

ในเวลาเดียวกัน เงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ต้องตัดสินใจที่จะบวชเป็นพระสงฆ์ด้วยเสรีภาพของตนเอง ปราศจากแรงกดดันหรือ การบังคับใดๆ ทั้งสิ้น

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่มีผู้ที่เป็นเณร คือ ได้รับการเรียกเข้าไปฝึกหัดตนเพื่อเป็นพระสงฆ์ แต่ภายหลังต้องออกไปเพราะพระเป็นเจ้าทรงเลือกบางคนเท่านั้น… แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ผู้ที่ได้รับการเรียกจากพระเป็นเจ้าให้เป็นเณรก็พึงที่จะกระทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด    ส่วนพระเป็นเจ้าจะทรงให้บวชเป็นพระสงฆ์หรือไม่นั้น คือ “น้ำพระทัย” ของพระองค์

มีคำถามว่า เรารู้ได้อย่างไรว่าพระเป็นเจ้าทรงเรียกเรา แน่นอน “กระแสเรียก” นี้เกิดขึ้นกับบางคนเท่านั้น และเกิดขึ้นในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป บางครั้งเมื่อแรกเข้าไปบ้านเณรแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นพระสงฆ์คืออะไร เช่น บางคนอยากเข้าบ้านเณรเพราะเห็นว่าเณรเรียบร้อยดี หรือ บางคนเห็นบ้านเณรมีเล่นฟุตบอลกันสนุกดี ฯลฯ  แต่ภายหลังค่อยๆ เรียนรู้ฝึกหัดรับการอบรมไป จึงเข้าใจแจ้งชัดขึ้น และตัดสินใจเลือกชีวิตสงฆ์ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังต้องได้รับการอนุมัติจากพระสังฆราชของตนเองเสียก่อนจึงจะรับศีลบวชได้

เรียนนานไหมกว่าจะได้บวช โดยปรกติเมื่อเข้าเรียน ม.1 จะใช้เวลาประมาณ 15 ปี ดังนั้น ถ้านับอายุก็น่าจะประมาณ 28-30 ปี ซึ่งถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว และถ้าจะถามว่า เมื่อเข้าบ้านเณรตั้งแต่ ม.1 จะบวชได้สักกี่เปอร์เซนต์ ตามสถิติจะอยู่ที่ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ คือ ร้อยคนจะได้เป็นพระสงฆ์ประมาณ 15 คน

ผู้ที่จะรับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ได้ในปัจจุบันนี้ พระศาสนจักรกำหนดให้เพียงผู้ชายเท่านั้น ดังนั้น สตรีจะบวชเป็นพระสงฆ์ยังไม่ได้ ส่วนครึ่งหญิงครึ่งชาย ถ้ารู้มาก่อนบวชก็จะไม่ได้รับการอนุญาตให้บวชเหมือนกัน คราวนี้ถ้าหากบวชแล้วมีอาการดังกล่าวภายหลัง ก็จะได้รับการพิจารณาจากพระสังฆราช และมีการหาหนทางแก้ไข ถ้าแก้ไม่ได้ก็คงต้องพ้นจากหน้าที่สงฆ์ไปตามระเบียบ

พระสงฆ์มีความสำคัญมากในพระศาสนจักร เพราะเป็นผู้กระทำหน้าที่สำคัญที่องค์พระเยซูทรงมอบหมายให้โดยตรง เป็นต้น เรื่องการโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ เช่น ศีลมหาสนิท (ถวายมิสซา) และศีลอภัยบาป จนมีคำกล่าวว่า “ถ้าไม่มีพระสงฆ์ก็ไม่มีมิสซา เมื่อไม่มีมิสซาก็ไม่มีศีลมหาสนิท”

ดังนั้น เราจะต้องเอาใจใส่สนับสนุนช่วยเหลือให้มีกระแสเรียกการเป็นพระสงฆ์มากยิ่งๆ ขึ้น และต้องเอาใจช่วย สวดภาวนาให้พระสงฆ์ที่มีอยู่แล้วของเราดำรงชีวิตที่ซื่อสัตย์ต่อพระกระแสเรียก สามารถทำงานในนามของพระเป็นเจ้า คือ การอภิบาลดูแลประชาสัตบุรุษ เทศน์  และสอนคำสอนอย่างดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มา: หนังสือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก (คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม)

ข้อมูลจาก : kamsonbkk

ในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก เราถือว่าการแต่งงานมีความสำคัญอย่างยิ่ง ถือเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงมีพระประสงค์และทรงเป็นพยานพร้อมทั้งประทานพระพรพิเศษให้ผู้ที่แต่งงานมีชีวิตร่วมกันเป็นสามีภรรยา มิใช่เป็นเรื่องของมนุษย์เท่านั้น

ศีลนี้ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ อีก คือ บางครั้งเรียกว่า “ศีลกล่าว” เพราะในพิธีแต่งงานตามประเพณีของคริสตชน จะมีการกล่าวคำสาบานต่อกันและกันของเจ้าบ่าวเจ้าสาว หรือ บางครั้งเรียกว่า “ศีลสมรส” ซึ่งเรียกชื่อตามสากลหมายถึงการแต่งงานนั่นเอง

สาระสำคัญของศีลแต่งงานมีดังต่อไปนี้

1. เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ในเจ็ดศีลที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงตั้งขึ้นเพื่อประทานพระพรแห่งชีวิตครอบครัว อันได้แก่การเป็นสามี ภรรยา เป็นบิดา มารดา ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตในการมีส่วนร่วมกับการสร้างมนุษย์ของพระผู้เป็นเจ้า

2. ดังที่ได้ทราบแล้วว่า ในศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นั้น จะมีผู้ประกอบพิธี สำหรับศีลแต่งงานนี้ พิเศษตรงที่ว่า ผู้ประกอบพิธี คือ เจ้าบ่าว เจ้าสาว ส่วนพระสงฆ์และคนอื่นๆ ถือเป็นพยานในพิธีเท่านั้น และคำกล่าวที่สำคัญที่สุด คือ การให้พันธสัญญาต่อกันและกันด้วยคำสัญญาว่า “…ขอรับคุณ…เป็นสามี (ภรรยา) และขอสัญญาว่าจะถือซื่อสัตย์ต่อคุณทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ทั้งในเวลาป่วยและในเวลาสบาย เพื่อรักและยกย่องให้เกียรติคุณจนกว่าชีวิตจะหาไม่” คำสัญญานี้ถือเป็นพันธสัญญาเพราะมีข้อผูกมัดที่จะต้องถือปฏิบัติ จะละเลยมิได้ ส่วนการที่จะถือว่าเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ที่สมบูรณ์ ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะต้องเป็นคาทอลิก ถ้าหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมิใช่คาทอลิก พระศาสนจักรถือว่าเป็นเพียง “พิธีแต่งงานแบบคาทอลิก” เท่านั้น หรือ ที่เรียกกันติดปากว่า พิธีแต่งงานแบบต่างคนต่างถือ    แน่นอนว่าพระเป็นเจ้าทรงประทานพระพรให้ด้วยเช่นกัน แต่มิใช่พิธีที่สมบูรณ์แบบศีลศักดิ์สิทธิ์

3. การแต่งงานแบบคาทอลิกมีระเบียบปฏิบัติหลายประการ เช่น

  • ต้องมีพื้นฐานที่สำคัญคือ “ความรัก” ที่ทั้ง 2 คนจะต้องมีต่อกันอย่างแท้จริง จึงต้องมีการศึกษาดูใจกันพอสมควร
  • ต้องมีเจตนาจะมีบุตร ดังนั้น หากคู่แต่งงานใดจะแต่งงานโดยไม่ต้องการมีบุตร ย่อมจะกระทำพิธีมิได้
  • ต้องมีอิสระ หรือเสรีภาพในการตัดสินใจ เลือกคู่แต่งงานด้วยตัวเอง มิได้ถูกบังคับหรือที่เราเรียกว่า “คลุมถุงชน”
  • ต้องมีการเตรียมตัวเข้าสู่การแต่งงานอย่างดี ด้วยการเรียนรู้ถึงการดำรงชีวิตครอบครัวตามหลักปฏิบัติของคาทอลิก    ดังนั้น จึงต้องติดต่อกับทางวัด (พระสงฆ์) ก่อนจะมีพิธีนานพอสมควร เพื่อพระสงฆ์จะได้จัดให้ได้รับการอบรมพอสมควร ปกติควรติดต่อกับทางวัดอย่างน้อย 3 เดือน ทั้งนี้ เพราะบางกรณีอาจมีข้อขัดขวางที่ไม่สามารถจะประกอบพิธีได้เหมือนกัน
  • การแต่งงานแบบคาทอลิก จะต้องถือเป็นการมีสามีเดียว ภรรยาเดียว (ผัวเดียว-เมียเดียว) พร้อมทั้งจะเลิกรากันหรือหย่ากันไม่ได้ ต้อง “ร่วมทุกข์ ร่วมสุข” กันไปจนตลอดชีวิต จะแต่งงานใหม่ได้ก็ต่อเมื่อ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายตายไปแล้ว เพราะพันธสัญญาที่ให้กันในวันแต่งงานก็เป็นอันสิ้นสุดลงด้วยอย่างไรก็ดี มีสามีภรรยาหลายคู่ที่เลิกรากันไปเฉยๆ อย่างนี้พันธสัญญานั้นไม่ถือว่าสิ้นสุด จะแต่งงานใหม่ไม่ได้ ยกเว้นแต่จะได้รับการประกาศจากพระศาสนจักรให้พันธสัญญานั้นเป็นโมฆะเสียก่อน ซึ้งก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์และดำเนินเรื่องผ่านทางศาลของพระศาสนจักรเท่านั้น

4. คาทอลิกที่จะเข้าพิธีแต่งงานนั้นจะต้องเตรียมจิตใจของตนให้สะอาดปราศจากบาปต่างๆ ดังนั้น จึงต้องแก้บาปอย่างดี พร้อมทั้งภาวนาวอนขอพระพรจากพระผู้เป็นเจ้าเป็นพิเศษด้วย

พระศาสนจักรมิได้ห้ามการแต่งงานแบบต่างคนต่างถือแต่ก็มิได้ส่งเสริมหรือสนับสนุน หากแต่ขอให้ฝ่ายคาทอลิกต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นคริสตชนที่ดี เป็นแบบอย่างที่ดีแก่คู่ชีวิตของตน เพื่อเป็นพยานยืนยันถึงความรักและพระเมตตาของพระเป็นเจ้าที่ตนเคารพรัก เชื่อ และไว้ใจในพระองค์

สรุปว่า ในภาคปฏิบัติหากใครต้องการจะแต่งงานแบบคาทอลิก สิ่งที่ต้องพิจารณาก็คือ

1. ต้องอย่างน้อยมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคาทอลิก

2. ต้องไปพบกับพระสงฆ์เจ้าอาวาสของวัดของตนเพื่อแจ้งให้ท่านทราบและขอคำแนะนำอย่างน้อยก่อนวันแต่งงานประมาณ 3 เดือน เพราะบางครั้งอาจมีข้อขัดขวางไม่สามารถทำพิธีให้ได้ด้วยเหมือนกัน ระวังอย่าไปกำหนดวันแต่งงานก่อนที่จะปรึกษาพระสงฆ์ เพราะในวันนั้นอาจจะกระทำพิธีไม่ได้ เนื่องจากมีข้อห้ามพระศาสนจักรอยู่ ดังนั้น ก่อนพิมพ์การ์ด ควรปรึกษาพระสงฆ์เสียก่อน

3. ต้องให้เวลาพอเพียงที่จะรับการอบรมจากพระสงฆ์ ในเรื่องการแต่งงานและต้องมีเวลาให้พระสงฆ์เตรียมเอกสารต่างๆ พอสมควร

เราต้องระลึกเสมอว่า ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ คือ ครอบครัวขององค์พระเยซูเจ้า อันประกอบด้วย พระเยซู แม่พระและนักบุญยอแซฟ เป็นแบบอย่างแห่งครอบครัวที่เราทุกคนจะต้องเลียนแบบให้ได้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าเราจะเป็นบิดา-มารดา หรือเป็นลูกก็ตาม

ที่มา: หนังสือ หลักธรรมคำสอนคาทอลิก (คุณพ่อวุฒิเลิศ แห่ล้อม)

ข้อมูลจาก : kamsonbkk

ความรู้ทั่วไป

X